วิธีแก้ไขดวงตาที่เหนื่อยล้า

ดวงตา” นอกจากจะเป็นหน้าต่างของหัวใจแล้ว ยังสามารถบ่งบอกอายุที่แท้จริงของคุณได้ ชนิดปิดยังไงก็ไม่มิดค่ะ ใครต่อใครไม่ว่าจะหญิงหรือชาย จึงควรดูแลทะนุถนอมผิวรอบดวงตาให้ดี เพื่ออายุจริงของผิวจะได้ดูอ่อนกว่าอายุตามบัตรประชาชน ผิวบริเวณรอบดวงตามีความบอบบางมาก จึงต้องได้รับการดูแลเอาใจใส่อย่างดี ไม่ว่าจะเป็นการทำความสะอาดอย่างอ่อนโยน การทาครีมบำรุงเข้มข้นที่ทำมาเพื่อผิวรอบดวงตาโดยเฉพาะ และที่สำคัญเราต้องไม่ทำร้ายผิวรอบดวงตาด้วย การขยี้ตาแรงๆ อย่างเด็ดขาดนะคะ

เมื่ออายุมากขึ้น ดวงตาที่เคยสดใสก็มีริ้วรอยรอบๆ และมีร่องลึกใต้ตา ทำให้ดูเหนื่อยล้าไม่สดใส เหมือนพักผ่อนไม่เพียงพอ ดูแก่โทรมไม่ว่าจะแต่งหน้าอย่างไรก็ไม่ได้ผล มีวิธีแก้ไขดวงตาที่เหนื่อยล้าให้กลับมาสดใสได้อย่างไร แบบเห็นผลได้อย่างรวดเร็ว

เมื่ออายุย่างเข้าเลข 4 ผิวหนังจะเริ่มหย่อนคล้อย หนังตาบนเริ่มตก ใต้ตาก็อาจจะเริ่มมีถุงเล็กๆ และมีริ้วรอยรอบๆ ดวงตา ซึ่งเกิดจากความหย่อนคล้อยของโครงสร้างผิว การใช้ครีมบำรุงรอบดวงตาไม่ว่าแพงเท่าไร ก็เอาไม่อยู่แน่นอนค่ะ แต่สามารถแก้ไขได้ภายในเวลาไม่กี่นาที ด้วยการฉีดโบท็อกซ์และสารเติมเต็ม หรือฟิลเลอร์ แต่จำเป็นต้องทำโดยแพทย์ที่มีความชำนาญ สามารถมองทะลุถึงมัดกล้ามเนื้อต่างๆ ใต้ชั้นผิวหนัง และมีเทคนิคการฉีดที่ดี ไม่มากไป ไม่น้อยไป และในตำแหน่งที่ถูกต้องเหมาะสม ก็จะสามารถแก้ปัญหาดวงตาเหนื่อยล้าให้กลับมาสดใสอ่อนเยาว์ได้อย่างเป็นธรรมชาติในเวลาไม่กี่นาที

ในกรณีที่มีร่องลึกใต้ตาชัดเจน การแก้ไขก็จะเน้นไปที่การฉีดฟิลเลอร์ หรือสารเติมเต็ม ซึ่งก็ต้องเลือกฟิลเลอร์ให้เหมาะสมที่จะฉีดในบริเวณใต้ตา เนื่องจากผิวบริเวณรอบดวงตามีความบอบบางมาก ควรเป็นฟิลเลอร์ที่มีเนื้อละเอียดออกแบบมาเพื่อใช้ในบริเวณรอบดวงตาโดยเฉพาะ เมื่อฉีดแล้วจะทำให้ผิวเรียบเนียนดูเป็นธรรมชาติ นอกจากนี้ จะต้องเป็นฟิลเลอร์ของแท้ และผ่านการรับรองจากองค์การอาหารและยาของสหรัฐอเมริกา เท่านั้น

สิ่งที่ต้องระวังอย่างมาก็คือ ในปัจจุบันมีสารเติมเต็มปลอมที่ไม่ได้รับการรับรองมาตรฐานจาก อ.ย. ออกมาเป็นจำนวนมาก ซึ่งมีราคาถูกแต่ไม่มีใครยืนยันได้ถึงมาตรฐานและคุณภาพ ซึ่งก็เป็นความเสี่ยงอย่างมาก ตลอดจนอาจเกิดอาการแพ้อย่างที่เคยเกิดเป็นข่าวหลายๆ ครั้ง “ฟิลเลอร์” เป็นสารมหัศจรรย์ที่ช่วยเติมเต็มและปรับรูปหน้า ทำให้ใบหน้าที่ดูเหนื่อยล้าไม่สดใสมีอายุ กลับมาสดใสอ่อนเยาว์ได้ในเวลาเพียงไม่กี่นาทีก็จริง แต่ก็จะต้องอยู่ภายใต้ความดูแลของแพทย์เฉพาะทาง ที่มีความชำนาญและมีประสบการณ์จริงๆ เท่านั้น อย่าเอาใบหน้าไปเสี่ยงกับของราคาถูก หรือหมอกระเป๋า เพราะนอกจากจะไม่ได้ดวงตาสวยสดใสแล้ว อาจจะได้ดวงตาแข็งๆ ผิดรูปเป็นปัญหาหนักซ้ำเติมเข้าไปอีก

แก้ปัญหาบั้นท้าย เสริมสะโพก ให้กระชับ

“อกเป้นอก เอวเป็นเอว ก้นเป็นก้น” นิยามของหญิงในฝันสำหรับผู้ชายหลายๆ คน ดังนั้น ทั้งหญิงแท้และหญิงเทียมจึงอยากมีสัดส่วนรูปร่างที่น่ามอง เพื่อเพิ่มความดึงดูดและความสนใจต่อเพศตรงข้าม เพื่ออาชีพ หน้าที่การงาน และเพื่อเพิ่มความมั่นใจ ให้กับรูปร่างของตัวเอง โดยเฉพาะหน้าอกและสะโพก เพราะไม่มีใครเกิดมาเพอร์เฟ็กต์ บางคนมีหน้าอกแต่ไม่มีสะโพก บางคนมีสะโพกแต่ไม่มีหน้าอก หรือบางคนมีปัญหาสะโพกหย่อนคล้อยก้นแฟ่บ สวยใส่เสื้อผ้าแล้วไม่สวย ไม่มั่นใจ สะโพกมีขนาดเล็ก ไม่สมดุลกับส่วนอื่นของร่างกาย หลายคนจึงมีความต้องการที่จะเสริมสะโพกให้สวย กลมกลึง กระชับเด้งดึ๋ง แก้ปัญหาบั้นท้ายไม่งอนงาม

การผ่าตัดเพิ่มความสวยงามของสะโพก หรือการเสริมสะโพกนั้น เดิมทีได้รับความนิยมมากในกลุ่มประเทศเม็กซิโก บราซิล เปรู และประเทศอื่นๆ ในแถบอเมริกาใต้ แต่ภายในรยะไม่กี่ปีที่ผ่านมา เริ่มมีความนิยมในแถบเอเชียมากขึ้น เช่นเดียวกับในประเทศไทย ซึ่งเดิมสะโพกใหญ่ไม่เป็นที่นิยม แต่ระยะหลังเริ่มมีการถามถึงการเสริมสะโพกกันมากขึ้น แต่ต่างกันกับประเทศในลาตินอเมริกาตรงที่ สะโพกที่นิยมของสาวเอเชียจะไม่ใหญ่มาก แต่เน้นความกลมกลึงและดูกระชับมากกว่า

การเสริมสะโพกโดยทั่วไปมักใช้วิธีเสริมด้วยไขมันตนเอง หรือที่รู้จักกันในทางเทคนิคว่า “การปลูกถ่ายไขมัน” หรือเรียกง่ายๆ ว่า “Brazilian Butt Lift” ซึ่งเป็นการดูดไขมันจากบริเวณที่คนไข้ไม่ต้องการ เช่น หน้าท้อง ต้นขา แล้วนำไขมันนั้นมาฉีดเข้าไปในสะโพก เพื่อบั้นท้ายมีรูปร่างดังที่คนไข้ต้องการ

การเสริมสะโพกได้รับความนิยม เนื่องจากแนวโน้มทางวัฒนธรรมและสื่อที่นำเสนอรูปภาพ และเรื่องราวของบุคคลที่มีความสนใจในการเสริมสะโพก แต่สำหรับคนธรรมดาทั่วไป อาจจะมีข้อสงสัยว่า จะเสริมสะโพกดีหรือไม่ เพราะไม่ได้เป็นดาราหรือคนดังที่ต้องออกสื่อเป็นประจำ และไม่ได้มีรูปร่างเป็นส่วนหนึ่งของการประกอบอาชีพ ลองถามตัวเองดังคำถามต่อไปนี้ แล้วจะได้คำตอบว่า คุณควรจะเสริมสะโพกดีหรือไม่

• สะโพกของคุณมีขนาดเล็กเกินไป ไม่สมส่วนกับสัดส่วนอื่นๆ ของร่างกาย

• สวมใส่เสื้อผ้าไม่พอดี ไม่สวยงาม

• มีปัญหาสะโพกหย่อนคล้อย แบน ไม่กลมกลึง

• รูปร่างหรือขนาดของบั้นท้ายทำให้คุณไม่มั่นใจ และประหม่าทุกครั้ง เวลาอยู่ในที่สาธารณะ

ลักษณะทางกายวิภาคของสะโพก

ลักษณะทางกายวิภาคของบริเวณสะโพกนั้น นายแพทย์ Montagu ได้กล่าวไว้ในปี ค.ศ. 1966 ว่า ลักษณะของสะโพกมนุษย์ต่างจากสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมชนิดอื่น เช่น ลิง เนื่องจากเป็นวิวัฒนาการที่คนยืนและเดินตัวตรง กล้ามเนื้อบริเวณสะโพก ซึ่งกล้ามเนื้อหลักคือ กล้ามเนื้อกลูเตียส (Gluteus muscles) ได้ถูกพัฒนาขึ้นเพื่อให้เกิดความสมดุลระหว่างลำตัวกับต้นขา ช่วยในเรื่องของการทรงตัว และส่งแรงต่อลงมายังปลายขา ทำให้กล้ามเนื้อหนาตัวขึ้น นอกจากนี้ส่วนของสะโพกยังมีไขมันที่อยู่เหนือกล้ามเนื้อ ซึ่งมากหรือน้อยก็แตกต่างกันตามเชื้อชาติ ทำให้ลักษณะสะโพกแตกต่างกันอีกด้วย

สะโพกสวยเป็นอย่างไร

สะโพกที่สวยคือสะโพกที่เต็ม กลมกลึง ร่วมกับเอวที่คอด โดยสัดส่วนของช่วงเอวต่อสะโพกที่สวยงามคือ น้อยกว่าหรือเท่ากับ 0.7 เท่า โดยวัดจากรอบเอวที่คอดมากที่สุด หารด้วยรอบสะโพกตรงที่บั้นท้ายนูนมากที่สุด และเมื่อมองทางด้านข้างระยะของเส้นที่ลากจากปุ่มกระดูกข้างสะโพก (Greater trochanter) ไปยังหัวหน่าว จะเท่ากับครึ่งหนึ่งหรือน้อยกว่าครึ่งของเส้นที่ลากจากปุ่มกระดูกดังกล่าว ไปยังบั้นท้ายส่วนที่นูนที่สุด

ซึ่งแน่นอน ลักษณะของสะโพกที่เป็นที่ชื่นชอบ ย่อมแตกกันไปในแต่ละพื้นที่ของโลก และความนิยมของแต่ละเชื้อชาติ โดยชาวเอเชียชอบขนาดสะโพกที่ไม่ใหญ่และไม่นูนออกด้านข้าง ชาวนะวันตกผิวขาวชอบสะโพกขนาดใหญ่มากขึ้น ส่วนชาวลาตินอเมริกาและแอฟริกันชอบสะโพกขนาดใหญ่มาก และกลมออกมาทางด้านข้างของสะโพกและต้นขาด้วย ดังในตาราง

สาเหตุของสะโพกหย่อนคล้อย

สาเหตุที่ทำให้สะโพกหย่อนคล้อยไม่กระชับ เกิดจากอายุที่มากขึ้น ทำให้เกิดการคล้อยลงของเนื้อเยื่อตามแรงโน้มถ่วงของโลก และเกิดจากการนั่งเป็นเวลานาน นอนเป็นเวลานาน ขาดการออกกำลังกาย ทำให้กล้ามเนื้อฝ่อตัวลง ผลโดยรวมทำให้รูปร่างของสะโพกทางด้านบนแบนลง ความกว้างทางด้านบนลดลง และร่องก้นจะยาวขึ้นทางด้านข้าง และย้อยลงล่างไม่คงลักษณะกลมกลึงดังเช่นเคย

วิธีการทำให้สะโพกกระชับ

มีท่าการออกกำลังกายง่ายๆ คือ การทำท่าสควอท โดยยืนแยกขาพอประมาณ มือสองข้างประสานกันยกไว้ระดับใบหน้า หรือเหยียดแขนตรงไปข้างหน้า ย่อเข่าลงช้าๆ โดยไม่ให้เข่าล้ำหน้าปลายเท้า ค้างไว้สักพัก ยืนขึ้น แล้วย่อลงอีก สลับกันไป ระหว่างย่อจะรู้สึกเมื่อยที่ก้นและต้นขา วิธีการนี้เป็นที่นิยมในหมู่พริตตี้ของชุดชั้นในสตรีระดับโลก

การดูแลสะโพกให้สวยงามอยู่เสมอนั้น มีองค์ประกอบหลักอยู่ 2 ประการ คือ ปริมาณ และผิว สำหรับปริมาณ หากออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอในท่าบริหารที่ถูกต้อง จะช่วยให้กล้ามเนื้อแข็งแรง สะโพกจะใหญ่ขึ้นและกระชับขึ้น ที่สำคัญคือ อย่าลืมดูแลผิวพรรณบริเวณสะโพกให้นุ่มนวลชุ่มชื้น เพราะหากสะโพกใหญ่ แต่ผิวแตกลายงา ย่อมไม่น่าดูเช่นกัน

ปรึกษาแพทย์ก่อนเลือกวิธีเสริมสะโพก

ในระหว่างการปรึกษาแพทย์จะถามว่า คนไข้อยากให้บั้นท้ายมีลักษณะแบบไหน การเตรียมรูปภาพตัวอย่างของสะโพกที่ต้องการไปให้ดู จะช่วยให้แพทย์เข้าใจและรับมือกับความคาดหวังของคนไข้ได้ดีขึ้น และทำให้ผลลัพธ์หลังทำการผ่าตัดรักษา ออกมาแนบเนียนยิ่งขึ้น ศัลยแพทย์ที่ทำการผ่าตัดจะวินิจฉัยสะโพกและส่วนใหญ่จะถ่ายภาพ เพื่อบันทึกขนาดและรูปทรงของสะโพกไว้ เพื่อพิจารณาถึงปัจจัยต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง เช่น ขนาดและรูปร่างของสะโพก ลักษณะของผิวหนังบริเวณสะโพก เพื่อเลือกวิธีในการรักษาอย่างเหมาะสม ควรแจ้งให้แพทย์ทราบถึงประวัติทางการแพทย์ เช่น เป็นโรคภูมิแพ้หรือไม่ เคยได้รับการผ่าตัดหรือไม่ โรคประจำตัว และยาที่ใช้เป็นประจำ หากเป็นการรักษาด้วยการเสริมไขมันตนเอง อาจต้องรักษาระดับน้ำหนักของร่างกายให้คงที่ด้วย

เสริมสะโพกยังไงให้เด้งดึ๋ง

การเสริมสะโพกโดยทั่วไปมีหลายวิธี เช่น การเสริมซิลิโคน การฉีดไขมันตนเอง และการฉีดสารเติมเต็ม เพื่อให้ผลลัพธ์หลังการเสริมสะโพกออกมาเป็นที่พอใจ จึงควรศึกษาข้อมูลรายละเอียดและทำความเข้าใจกับการเสริมด้วยวิธีต่างๆ ดังนี้

1.การเสริมซิลิโคน

การเสริมซิลิโคนที่สะโพกนั้น พัฒนารูปแบบและวิธีการมาจากทางลาตินอเมริกา โดยถุงซิลิโคนที่นำมาเสริมสะโพกจะมีความแข็งแรงมากกว่าถุงซิลิโคนสำหรับเสริมเต้านม เพราะต้องรับแรงกระแทกและแรงกดทับจากการนั่ง ภายในถุงบรรจุซิลิโคนเจล ถุงซิลิโคนสำหรับเสริมสะโพก มี 2 แบบ คือ แบบทรงกลมและแบบหยดน้ำ หรือวงรี, อัลมอนด์ หรือ อาจเรียกว่าทรงธรรมชาติ) ถุงทรงกลมจะมีรูปร่างกลม ถ้าใส่ในระดับใต้ผิวหนัง อาจทำให้มองเห็นรูปร่างและขอบเขตของถุงซิลิโคนได้ชัด จึงทำให้ดูไม่เป็นธรรมชาติ ถุงทรงหยดน้ำหรือทรงธรรมชาติจะเป็นรูปทรงวงรี ข้อดีคือให้ผลลัพธ์ที่ดูเป็นธรรมชาติ แต่ข้อเสียคือ หากมีการหมุนของถุงซิลิโคน จะทำให้มองเห็นความแตกต่างระหว่างสะโพกทั้งสองข้างอย่างเห็นได้ชัด ก่อนทำการเสริมแพทย์จะทำการตรวจร่างกายว่า ควรใช้ซิลิโคนรูปร่างแบบใด ปริมาณเท่าใด โดยคร่าวๆ ถ้าต้องการให้ผายออกทางด้านข้างมาก แพทย์จะใช้ทรงแอลมอนด์ ซึ่งเป็นที่นิยมในแถบลาตินอเมริกา แต่ทางเอเชียมักใช้แบบทรงกลมปริมาณที่ใช้อยู่ระหว่าง 200-350 ซีซี ต่อข้าง

2.ขั้นตอนการผ่าตัด

หลังดมยาสลบ แพทย์จะจัดให้คนไข้อยู่ในท่านอนคว่ำ แล้วผ่าตัดเพื่อเปิดแผล ซึ่งในการผ่าตัดจะมีบริเวณในการเปิดแผล 3 ตำแหน่งด้วยกัน คือ

2.1.บริเวณขอบขนของสะโพกทั้ง 2 ข้าง สามารถทำได้ง่าย แต่ข้อเสียคือ มีแผลเป็น

2.2.บริเวณขอบล่างของสะโพก ตรงตำแหน่งรอยต่อของต้นขากับสะโพก วิธีนี้สามารถทำได้ง่ายเช่นกัน แต่ก็มองเห็นแผลเป็นได้ชัด

2.3.บริเวณกลางกระดูกก้นกบ หรือง่ามก้น เป็นการเปิดแผลที่นิยมที่สุด เพราะอยู่ตรงตำแหน่งของร่องก้นพอดี ดังนั้น จึงเป็นการซ่อนแผลเป็นได้อย่างดี และเปิดแผลเพียงแผลเดียว ข้อเสียคือ มีโอกาสติดเชื้อมากกว่า 2 ตำแหน่งแรก

เมื่อเปิดแผลแล้วจึงทำการวางถุงซิลิโคนลงไป สำหรับการวางซิลิโคนสามารถวางได้ 3 ระดับ คือ ระดับใต้ผิวหนัง ระดับใต้กล้ามเนื้อหรือระหว่างกล้ามเนื้อ และระดับใต้พังพืดกล้ามเนื้อ โดยการวางใต้ผิวหนังเป็นการวางถุงซิลิโคนไว้เหนือกล้ามเนื้อ ข้อดีคือ เห็นสะโพกนูนเด่นชัดเจนและไม่มีอันตรายกับเส้นประสาทใหญ่ แต่อาจเห็นรูปร่างของถุงซิลิโคนชัดเจน และมีโอกาสเกิดการทะลุของถุงซิลิโคนได้

ส่วนการวางในระดับใต้กล้ามเนื้อหรือระหว่างกล้ามเนื้อนั้น ขึ้นอยู่กับกล้ามเนื้อสะโพกของคนไข้ ดังนั้น จึงสามารถทำได้ในบางคนเท่านั้น โดยเป็นการเปิดช่องในกล้ามเนื้อสะโพกระหว่างกล้ามเนื้อสะโพก 2 มัด และใส่ถุงซิลิโคนเข้าไป ข้อดี คือ โอกาสการมองเห็นถุงซิลิโคน และการเกิดการทะลุมีน้อย และการวางในระดับใต้พังพืดกล้ามเนื้อ ข้อดีคือ ไม่มีโอกาสเกิดอันตรายกับเส้นประสาท และมองเห็นสะโพกนูนได้อย่างชัดเจน โดยเทคนิคในการเสริมขึ้นอยู่กับสรีระของคนไข้ ซึ่งแพทย์จะเป็นผู้ประเมิน หลังผ่าตัดต้องนอนคว่ำ หรือนอนตะแคง 3-5 วัน ห้ามนอนหงาย หากจำเป็นต้องนอนหงายให้ใช้ห่วงยางรองให้ก้นอยู่ในหลุมของห่วงยาง

ข้อดีของการเสริมสะโพกด้วยซิลิโคนคือ สะโพกจะได้รูปร่างเร็วและเสริมได้ใหญ่กว่าวิธีอื่น ข้อเสียคือ อาจมีการติดเชื้อ แผลแยก เลือดคั่ง หรือซิลิโคนแตกได้ ซึ่งผลข้างเคียงโดยรวมเกิดได้ประมาณ 3 เปอร์เซ็นต์ ในรายที่ซิลิโคนแตก ดูจากรายงานส่วนใหญ่เกิดจากการหกล้ม ก้นกระแทกอย่างแรงนั่นเอง

3.การฉีดไขมันตนเอง

การฉีดไขมัน เป็นการเติมสะโพกด้วยไขมันตนเอง โดยแพทย์จะทำการดูดไขมันจากส่วนที่ไม่ต้องการ เช่น หน้าท้อง ต้นขา แล้วนำมาฉีดบริเวณสะโพก โดยมากทำภายใต้การดมยาสลบเช่นกัน หลังผ่าตัด ปฏิบัติตัวเช่นเดียวกับเสริมด้วยซิลิโคน แต่ต่างกันที่ห้ามนวดบริเวณที่ฉีดไขมันเด็ดขาด เพราะทำให้ไขมันสลายได้

ข้อดีของการฉีดไขมันที่เห็นได้ชัดคือ นอกจากจะเป็นเนื้อเยื่อของตนเอง ตัดปัญหาเรื่องการแพ้สารฉีดและผลแทรกซ้อนของซิลิโคน แล้วยังเป็นการลดสัดส่วนบริเวณอื่นที่ไม่ต้องการโดยเฉพาะหากมีไขมันบริเวณเอว หรือต้นขามาก การดูดไขมันจากบริเวณดังกล่าวจะยิ่งช่วยทำให้สะโพกสวยเด่นขึ้นมาก เนื่องจากสัดส่วนระหว่างเอวและสะโพกจะดีขึ้นตามที่กล่าวไว้ตอนต้น

ข้อเสียคือหากต้องดูดไขมันจากบริเวณหน้าท้องด้วย จะต้องพลิกตัวคนไข้จากหงายเป็นคว่ำ เพื่อดูดไขมันทางด้านหลังและฉีดไขมันต่อ ทำให้ระยะเวลาที่ใช้ในการผ่าตัดยาวนานขึ้น ข้อเสียอีกอย่างของการฉีดไขมันคือ ไขมันบางส่วนจะสลายไปประมาณ 30-50 เปอร์เซ็นต์ ยิ่งตึงมากยิ่งสลายมาก ดังนั้น การฉีดไขมันจะได้รูปร่างสะโพกที่ดีขึ้น แต่ไม่ใหญ่มากเท่ากับการใส่ซิลิโคน

4.การฉีดสารเติมเต็ม

สำหรับการฉีดสารด้วยฟิลเลอร์และคอลลาเจน ไม่ค่อยมีกล่าวถึงในงานตีพิมพ์ทางการแพทย์ เนื่องด้วยการฉีดฟิลเลอร์นั้น ให้ผลการรักษาที่ไม่ถาวร และต้องใช้สารในปริมาณมาก ทำให้มีราคาสูงมาก ส่วนคอลลาเจนและซิลิโคนเหลวราคาถูกกว่าก็จริง แต่มีปัญหาเรื่องความบริสุทธิ์ของสาร เกิดการไหลของสารลงมาบริเวณอื่นหรือจับัวเป็นก้อนตะปุ่มตะป่ำ และทำให้เกิดอาการแพ้ถึงขั้นเสียชีวิตได้

และเมื่อไม่กี่เดือนที่ผ่านมานี้ มีข่าวว่าสาวเกาหลี โดยเฉพาะในหมู่ศิลปินหญิงวัยรุ่น นิยมฉีดไขมันบั้นท้าย เพื่อทำให้สะโพกดูดีเด้งดึ๋งมากขึ้น อย่างเกิร์ลกรุ๊ปวงดัง Girl’s generation, Girls Day และ F(x) เพราะนอกจากใบหน้าที่สวยน่ารักแล้ว รูปร่างยังเป็นจุดขายสำคัญของนักร้องสาวชาวเกาหลี เพราะการออกกำลังกายและควบคุมอาหาร อาจยังไม่เพียงพอต่อการมีรูปร่างที่ดี สาวๆ เหล่านี้จึงพึ่งเทคโนโลยีทางการแพทย์มาช่วยในการรักษารูปร่าง โดย “เทรนด์การฉีดไขมันบั้นท้าย” ที่กำลังเป็นที่นิยมในหมู่ศิลปินหญิงวัยรุ่นวงดังของเกาหลีนั้น ในหมู่สาวไทยก็กำลังเริ่มให้ความสนใจการเสริมสะโพกมากขึ้นเรื่อยๆ เห็นได้จากมีการไปฉีดสารต่างๆ เข้าสะโพกกันจนมีข่าวพริตตี้นิทรา ซึ่งเป็นอุทาหรณ์อย่างดีให้กับสาวๆ ที่สนใจเสริมสะโพก ดังนั้น จึงต้องศึกษาข้อมูลให้ดีก่อนฉีดสารใดๆ เข้าร่างกายด้วยทุกครั้ง

การทำศัลยกรรมตกต่างนั้น ช่วยแก้ไขจุดบกพร่องและเสริมความมั่นใจให้ได้ แต่ควรอยู่ในพื้นฐานที่มีความรู้ความเข้าใจ ผู้หญิงยุคใหม่ที่ใส่ใจสุขภาพและความงาม ต้องศึกษาถึงวิธีการในการทำ และข้อดีข้อเสียด้วย ไม่ทำตามคำชักชวนหรือทำตามๆ กัน โดยไม่ศึกษาให้ดีก่อน เพื่อความปลอดภัยของทุกคนแนะนำให้ปรึกษาแพทย์และทำการรักษาในสถานพยาบาลที่ได้มาตรฐาน และแนะนำอย่างยิ่งว่า ไม่ควรฉีดซิลิโคนเหลวหรือคอลลาเจนจากสัตว์ เพราะทำให้เกิดอันตรายถึงชีวิตได้

วิธีการเลือกวิตามินอย่างไร ให้คุ้มค่าเงิน

ดิฉันสนใจเรื่องการับประทานวิตามินค่ะ เริ่มอยากดูแลตัวเองให้มากขึ้นแล้ว เพราะรู้สึกว่าเดี๋ยวนี้ป่วยง่าย แถมผิวพรรณก็ดูไม่สดใส แต่พอลองหาข้อมูล ปรากฏว่ามีวิตามินมากมายหลายยี่ห้อ อ้างว่าดีแบบนั้นแบบนี้ บางอย่างชื่อวิตามินตัวเดียวกัน แต่ราคาต่างกันมาก ดิฉันก็ไม่เข้าใจว่ายิ่งแพงคุณภาพยิ่งดีหรือเปล่า อยากแน่ใจก่อนหาซื้อมารับประทานค่ะ เพราะไม่อยากถูกหลอก แต่ก็ไม่รู้จะเริ่มต้นอย่างไรดี

สำหรับวิธีการเลือกวิตามินอย่างไร ให้คุ้มค่าเงินและมีประโยชน์ต่อสุขภาพเรา ก่อนอื่นต้องรู้ความต้องการอย่างแน่ชัดก่อนค่ะ ว่าคุณคิดจะกินวิตามินเพื่ออะไร เพื่อเป็นอาหารเสริม ชื่อก็บอกว่าเสริม เช่น เลือกกินแคลเซียมในกลุ่มกระดูกพรุน หญิงสูงวัยที่ผ่านการมีบุตร หรือคนวัยทอง หรือผู้ที่กลัวโรคหลอดเลือดหรือต้องการผิวชุ่มชื่น ก็สามารถเลือกอาหารเสริมประเภทน้ำมันปลา โดยก่อนที่ควักเงินซื้อควรศึกษาข้อมูลจากผู้เชี่ยวชาญวิตามิน อาจจะปรึกษาแพทย์เภสัชกรในร้านยานั้นๆ รวมถึงต้องเลือกผลิตภัณฑ์ที่มีการรับรอง เพราะจากที่เห็นอยู่ตอนนี้ ทุกแบรนด์มักบอกว่าผลิตภัณฑ์ของตนดีเลิสประเสริฐสุด แต่ถ้าเราจะวางใจได้ ก็มีมาตรฐาน GMP หรือจาก อย. และอย่าเลือกวิตามินเพราะถูกที่สุด ให้ดูที่ข้างขวด ถึงส่วนประกอบ ดูแหล่งที่มา แหล่งผลิต เพราะบางครั้งแบรนด์โนเนมที่คุณเลือกเพราะราคาถูก คุณอาจได้ของแถมเป็นสารตกค้างหรือสารปนเปื้อนที่มากับวิตามิน หรือบางที่การดูดซึมไปใช้ที่ไม่มีประสิทธิภาพ ที่สำคัญคืออย่าหลงเชื่อ ตามกระแส ว่าต้องทานวิตามินตัวนั้น ตัวนี้ ดาราคนนี้ทานอยู่ เพราะที่จริงคุณอาจจะไม่ขาดวิตามินชนิดนั้นๆ อยู่ก็ได้ ทางที่ดีและปลอดภัยที่สุดคือการเข้าพบแพทย์ ตรวจสุขภาพดูว่าคุณขาดวิตามินตัวใดอยู่แล้ว ค่อยเสริมตัวนั้นๆ จะดีกว่า

5 ข้อผิดพลาดของครีมกันแดด

ถึงแม้ว่าครีมกันแดดส่วนใหญ่จะทำหน้าที่ปกป้องผิวหนังจากรังสียูวีเป็นอย่างดี แต่คุณรู้หรือไม่ว่าความผิดพลาดที่พบบ่อย (ซึ่งเราเองก็มีความผิดด้วย) จนดูเหมือนเป็นเรื่องธรรมดาเหล่านี้ สามารถทำให้ประสิทธิภาพการทำงานของครีมกันแดดลดลงไป ซึ่งเป็นการเพิ่มความเสี่ยงของโรคมะเร็งผิวหนัง และยังเป็นสัญญาณของความร่วงโรยแห่งวัยอย่างริ้วรอยและจุดด่างดำอีกด้วย

1.คุณเก็บครีมกันแดดไว้ในรถที่มีอุณหภูมิสูง หรือกระเป๋าบนชายหาด

อุณหภูมิภายในของรถที่จอดอยู่มีความร้อนสูงสุดอยู่ที่ 130 องศา ฟาเรนไฮต์ในช่วงหน้าร้อน และความร้อนที่สูงนี้สามารถลดการทำงานของส่วนผสมในครีมกันแดดให้มีประสิทธิภาพน้อยลง ดังนั้น เก็บครีมกันแดดของคุณไว้ในกระเป๋าถือหรือในจุดที่มีร่มเงา

2.ทาครีมทั่วใบหน้ายกเว้นบริเวณรอบดวงตา

ไม่ชอบรอยตีนกา และความหมองคล้ำบริเวณรอบดวงตากันใช่มั้ย ? ถ้าอย่างนั้นการป้องกันแสงแดดเป้นสิ่งที่สำคัญอย่างยิ่ง การสวมแว่นกันแดดสามาถป้องกันรังสียูวีได้ แต่ไม่ใช่กับแว่นกันแดดทุกประเภท ครีมกันแดดที่มีค่า SPF ที่ปลอดภัยกับผิวหนับริเวณรอบดวงตาสามารถป้องกันได้ดีกว่า แต่ต้องแน่ใจว่าเลือกสูตรที่อ่อนโยนสำหรับดวงตาโดยเฉพาะ อย่างเช่นสูตร hypoallergenic ทาบริเวณรอบดวงตาทุกครั้งก่อนออกแดด รวมทั้งสวมแว่นตา จะช่วยลดความหมองคล้ำรอบดวงตา และลดการเกิดรอยตีนกาได้

3.คุณใช้เครื่องสำอางที่มีค่า SPF แต่งหน้าแต่ไม่ใช้ครีมแดดโดยเฉพาะ

ครีมกันแดดที่อยู่ในเครื่องสำอางไม่เพียงพอที่จะปกป้องผิวคุณจากแสงแดดอันร้อนแรงของดวงอาทิตย์ เรียกได้ว่าเป็นมอยซ์เจอไรเซอร์มากกว่าที่จะเป็นครีมป้องกันแสงแดด การใช้มอยซ์เจอร์ไรเซอร์ที่มีค่า SPF ต้องใช้ในปริมาณมากกว่ารองพื้นปกติถึง 7 เท่าถึงจะเท่ากับประสิทธิภาพของครีมกันแดด ฉะนั้น จึงเป็นสิ่งสำคัญที่คุณวควรทาแยกระหว่างมอยซ์เจอร์ไรเซอร์ที่มีค่า SPF และครีมกันแดดที่มีค่า SPF เพื่อปกป้องผิวโดยเฉพาะ และควรทาทุกครั้งก่อนการแต่งหน้าแล้วตามด้วยรองพื้นหรือบีบีครีมที่มีค่า SPF และครีมกันแดดที่มีค่า SPF เพื่อปกป้องผิวโดยเฉพาะ และควรทาทุกครั้งก่อนการแต่งหน้าแล้วตามด้วยรองพื้นหรือบีบีครีมที่มีค่า SPF ก็จะทำให้คุณสวยสู้แดดได้ยาวขึ้น

4.คุณลืมป้องกันเส้นผมและหนังศีรษะจากแสงแดด

ลองคิดดูว่าบริเวณหนึ่งของร่างกาย ซึ่งนั่นคือผมเป็นส่วนที่อยู่ใกล้กับดวงอาทิตย์มากที่สุด ปกป้องผมและหนังศีรษะของคุณจากแสงแดดด้วยสเปรย์กันแดด เพื่อให้เส้นผมของคุณไม่แห้งเสีย ดูมีสุขภาพดี แต่ถ้าไม่อยากใช้สเปรย์กันแดดกับผม การสวมหมวกหรือคลุมผ้าศีรษะเก๋ๆ ก็สามารถช่วยได้นะ

5.มือที่ถูกลืม

ต้องการรู้ถึงอายุที่แท้จริงของใครซักคนเหรอ? ลองมองหาจุดด่างดำและริ้วรอยบนหลังมือของเธอสิ ในขณะที่ส่วนใหญ่เรามักจะมัวพะวงกันแต่เรื่องการปกป้อง ฟื้นฟู และบำรุงผิวบนใบหน้าของเรา แต่เป็นเรื่องง่ายที่หลายคนมักจะละเลยการป้องกันแสงแดดที่มือ ดังนั้น เลือกครีมทามือที่มีค่า SPF ด้วย และอย่าลืมทาซ้ำหลังล้างมือทุกครั้ง

วิธีบรรเทาความเมื่อยล้า

วิธีการดูแลรักษา และวิธีบรรเทาความเมื่อยล้า ซึ่งเราสามารถที่จะดูแลและเล่นกับลูกได้ในเวลาเดียวกันเลยนะคะ 2 วิธีง่ายๆที่มักจะทำอยู่ประจำ คือ

1. FOOT EXERCISE การบริหารเท้า ถ้าเราอยากเป็นคนสุขภาพดีก็ต้องหมั่นออกกำลังกายใช่มั๊ยคะ เท้าของเราก็เช่นเดียวกัน ถ้าอยากให้เท้าของเรามีสุขภาพที่ดี ก็ต้องออกกำลังกายเท้ากันหน่อยล่ะค่ะ

• ให้เรานั่งลงบนพื้นโดยให้ปลายเท้าของเราเหยียดออก ไปด้านหน้า

• ใช็ผ้าเช็ดตัวมาวนรอบเท้า (โดยกดส้นเท้าให้ติดกับพื้น)

• แล้วให้เราดึงผ้าเช็ดตัวจนสุดแขนทั้งสองข้าง

• สลับกันโดยการใช้ผ้าดึงเท้าทั้ง 2 ข้างเข้าหาลำตัว

• เกร็งไว้ 1-2 นาที แล้วปล่อย

• ทำซ้ำกัน 5-10 ครั้ง หรือจนกว่าจะหายเมื่อยก็ได้คะ

ไม่ยากเลยใช่มั๊ยละคะ เป็นการ Exercise ที่ทำเป็นประจำ กับจัสตินได้ทุกทุกวันเลยละคะ

2 FOOT AROMA หรือวิธีผ่อนคลายแบบสบายกระเป๋า เพราะเราสามารถทำได้ด้วยตัวเองง่ายๆ ที่บ้าน

• แช่เท้าในน้ำอุ่นประมาณ 10-15 นาที ถ้าต้องการเพิ่มความนุ่มนวลให้กับผิว ให้เราเติมนมสดลงไป ¼ ถ้วย

• นำเกลือเม็ดหยาบมาขัดผิวหนังในบริเวณที่มักจะโดน เสียดสีกับรองเท้า

• หยดกลิ่น Lavender, Cinnamon หรือกลิ่นที่เราชอบ เพื่อเพิ่มความผ่อนคลาย

• ล้างเท้าให้สะอาดด้วยสบู่

• ทำติดต่อกันอาทิตย์ละครั้ง

ขอแถมอีกหนึ่งวิธีที่ง่ายที่สุด ดีที่สุดให้กับคุณแม่ที่ดีที่สุดของลูก นั่นก็คือ “การเดินเท้าเปล่า” บนสนามหญ้าหน้าบ้านของเรานั่นเอง เพราะจะช่วยทำให้เท้าของเราได้สัมผัสกับพื้นหญ้าโดยตรง ได้ใกล้ชิดกับธรรมชาติและยังช่วยให้ลูกเป็นเด็กแข็งแรงอีกด้วย

โดยส่วนตัวแล้วก็เป็นคนที่ติดรองเท้าส้นสูงเป็นอย่างมากเช่นกัน เพราะช่วยทำให้เรามีความมั่นใจมากขึ้นและยังทำให้บุคลิก ในการเดินดีขึ้นไปด้วยเพราะในการเดินแต่ละก้าวเราต้องใช้ความระมัดระวังเป็นพิเศษ ในปัจจุบันเราก็มีรองเท้าส้นสูงให้เลือกหลากหลายรูปแบบ และแบบที่กำลังเป็นที่นิยมในหมู่สาวๆและ Fashionista ทั่วโลก จะต้องมีวางไว้ในตู้รองเท้าคือแบบ Wedge Heels ที่ส้นจะมีลักษณะคล้ายคลึงกับเตารีด รองเท้าในลักษณะ นี้จะมีส้นที่หนาและกว้างพอที่จะรับน้ำหนักของฝ่าเท้าได้ดีกว่ารองเท้าแบบ Stilettos หรือรองเท้าส้นเข็มที่มีส้นเล็ก แหลมเรียว ต้องใช้ความระมัดระวังในการเดินมากเป็นพิเศษ เรามักใช้ในโอกาศพิเศษเช่นไปงานปาร์ตี้ และสำหรับคน ที่อยากลองใส่รองเท้าส้นสูง แต่ยังไม่เคยชิน กับการใส่ทุกวัน ขอแนะนำรองเท้า Chunky Heels ค่ะ เพราะส้นของรองเท้าจะมีความกว้างและใหญ่ทำให้ไม่เสียสมดุลในการเดิน

แต่ถ้าใครกำลังมองหารองเท้าที่สูงเกิน 3 นิ้วขึ้นไป แนะนำให้มองหาแบบ Platforms นะคะเพราะมันจะช่วยรอง รับฝ่าเท้าของเราไม่ให้เกร็งมากเกินไป เพราะที่พื้นรองเท้าด้านล่างจะมีการเสริมฐานให้หนาขึ้น รับกับความสูงของส้นได้อย่างพอดี ทำให้เราไม่ต้องเขย่งปลายเท้าบนรองเท้าตลอดเวลา หลังจากเราเลือกประเภทของรองเท้าที่เหมาะกับความต้องการ และเข้ากับลักษณะการใช้งานแล้ว ขอให้คุณแม่ทุกคน “ENJOY HI-HEELS” นะคะ

อาการปวดประจำเดือนเกิดขึ้นได้อย่างไร

อาการปวดท้องน้อยในระหว่างเริ่มมีประจำเดือน เป็นอาการที่พบได้ในผู้หญิงเกือบทุกคน โดยแต่ละคนจะมีอาการปวดที่มีความรุนแรงแตกต่างกันไป บางคนปวดมากจนกระทบกับการดำเนินชีวิตประจำวัน ต้องหยุดเรียน หรือลางาน ในขณะที่บางคนอาจมีอาการปวดแค่เพียงเล็กน้อย และสามารถบรรเทาอาการปวดได้ด้วยการรับประทานยาเท่านั้น

อาการปวดประจำเดือนเกิดขึ้นได้อย่างไร

อาการปวดประจำเดือนส่วนใหญ่เกิดภายใน 2-3 วันแรกของการมีประจำเดือน เนื่องมาจากร่างกายมีการหลั่งสารชนิดหนึ่ง มีชื่อเรียกว่าโพรสตาแกลนดิน (prostaglandin) สารนี้ทำให้กล้ามเนื้อมดลูกเกิดการหดรัดตัว รวมทั้งทำให้หลอดเลือดแดงที่ทำหน้าที่ลำเลียงเลือดไปยังมดลูกก็มีการหดเกร็งตัวด้วย ส่งผลให้เกิดอาการปวดท้องขึ้น โดยมีอาการปวดที่บริเวณท้องน้อย นอกจากนี้ยังอาจมีอาการอื่นๆ เกิดขึ้นร่วมกับอาการปวดท้องน้อยได้ เช่น ปวดหลัง อ่อนเพลีย คลื่นไส้ เบื่ออาหาร หงุดหงิดง่าย ซึมเศร้า ปวดศีรษะ เป็นต้น

ปัจจัยอะไรที่ส่งเสริมให้เกิดอาการปวดประจำเดือน

อาการปวดประจำเดือนมักเกิดในผู้หญิงที่มีประจำเดือนตั้งแต่อายุน้อยๆ แต่ก็อาจเกิดอาการปวดประจำเดือนกับผู้หญิงเป็นส่วนใหญ่ได้เช่นกัน ปัจจัยที่มีส่วนส่งเสริมให้เกิดอาการ ได้แก่ การสูบบุหรี่ ความอ้วน ภาวะเครียด หรือภาวะซึมเศร้า เป็นต้น ซึ่งปัจจัยเหล่านี้ เป็นปัจจัยที่สามารถแก้ไขหรือหลีกเลี่ยงได้ เมื่อขจัดปัจจัยได้ อาการปวดประจำเดือนก็ไม่เกิด

มีวิธีการอย่างไรในการบรรเทาอาการปวดประจำเดือน

การบรรเทาอาการปวดประจำเดือนมี 2 วิธีหลักๆ ได้แก่ การใช้ยา และไม่ใช้ยา

1.บรรเทาด้วยยา

• ยาพาราเซตามอล ขนาดยาสำหรับวัยรุ่นและผู้ใหญ่ คือ รับประทานยาขนาดเม็ดละ 500 มิลลิกรัม ครั้งละ 1 เม็ด หากอาการปวดยังไม่บรรเทาสามารถรับประทานซ้ำได้ทุก 4-6 ชั่วโมง

• ยากลุ่มต้านการอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ เช่น เมทฟีนามิค แอซิด ไอบูโพรเฟน นาโพรเซน เป็นต้น ยาในกลุ่มนี้ถือเป็นยาที่แนะนำให้ใช้เป็นชนิดแรก ในการบรรเทาอาการปวดประจำเดือน เนื่องจากหากเปรียบเทียบระหว่างยากลุ่มต้านการอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์กับยาพาราเซตามอล พบว่าสามารถลดอาการปวดท้องประจำเดือนได้ดีกว่า อันเนื่องมาจากกลไกในการออกฤทธิ์ของยากลุ่มนี้ ไปยับยั้งการสร้างสารโพรสตาแกลนดิน ที่เป็นสาเหตุหลักในการทำให้เกิดอาการปวดท้องประจำเดือน

2.บรรเทาโดยไม่ใช้ยา

การดูแลตัวเองเบื้องต้น หากมีอาการปวดท้องน้อย ขณะเริ่มมีประจำเดือน เช่น การใช้กระเป๋าน้ำร้อนประคบบริเวณท้องน้อย การนวด การออกกำลังกายไม่ว่าจะเป็นแบบแอโรบิกหรือโยคะ พบว่าสามารถช่วยบรรเทาอาการปวดได้ ในผู้ที่ไม่มีอาการปวดท้องประจำเดือนรุนแรง หรือในผู้ที่รับประทานยาบรรเทาอาการแล้วไม่ดีขึ้น ก็สามารถใช้วิธีการเหล่านี้ ในการช่วยบรรเทาอาการปวดร่วมด้วยก็ได้

หากรับประทานยาแก้ปวดแล้วอาการยังไม่ดีขึ้น ควรทำอย่างไร

หากรับประทนยาแก้ปวด ซึ่งโดยทั่วไปนิยมเลือกใช้ยากลุ่มต้านการอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ แล้วอาการปวดประจำเดือนยังไม่ทุเลา สามารถรับประทานยาพาราเซตามอลเสริมได้ในขนาดที่แนะนำไปข้างต้น ข้อควรระวังสำคัญ คือ อาจทำให้ได้รับอาการไม่พึงประสงค์จากยามากขึ้น นอกจากนี้ควรสังเกตอาการปวดประจำเดือนว่า มีความแตกต่างไปจากเดิมหรือไม่ เช่น อาการปวดอยู่ตลอดจนกระทั่งประจำเดือนหยุด ปวดแต่ละครั้งปวดมาก จนกระทั่งไม่สามารถใช้ชีวิตประจำวันได้ ทั้งที่ได้บรรเทาอาการด้วยตนเองไปแล้ว หากมีอาการเช่นนี้แนะนำให้ไปปรึกษาแพทย์สูตินรีเวชที่โรงพยาบาล เพื่อตรวจสอบดูว่าอาการปวดประจำเดือนนั้น เกิดจากสาเหตุอื่นหรือไม่

โรคหรือสาเหตุอื่นที่ทำให้ปวดประจำเดือนมีอะไรบ้าง

สาเหตุอื่นที่พบได้ อาจเกิดจากการมีเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่ มีพังผืดในช่องท้อง หรืออาจเกิดจากการมีเนื้องอกในมดลูกก็เป็นไปได้ โรคที่กล่าวมา อาจทำให้เกิดการปวดประจำเดือนออกมากกว่าปกติได้ หากปล่อยไว้นานโดยไม่ได้ให้แพทย์ตรวจให้แน่ชัด อาจก่อให้เกิดอันตรายได้

และอาการปวดจากสาเหตุเหล่านี้ อาการจะไม่ทุเลาหากมได้รับการรักษาจากต้นเหตุที่แท้จริง และควรปรับเปลี่ยนพฤติกรรมที่เป็นปัจจัยส่งเสริมอาการปวด เพื่อป้องกันไม่ให้อาการปวดประจำเดือนนั้นเป็นมาก ซึ่งวิธีการทำก็ไม่ได้มีขั้นตอนที่ยุ่งยากแต่อย่างใด เช่น การงดสูบบุหรี่ การพักผ่อนให้เพียงพอ หมั่นออกกำลังกายเป็นประจำ และควรยิ้มแย้มแจ่มใส ผ่อนคลายความตึงเครียด เป็นต้น

เราจะเห็นได้ว่าเพียงแค่อาการใกล้ตัว อย่างการปวดประจำเดือน หากไม่หมั่นสังเกตดูแลตัวเองให้ดี อาจทำให้อาการปวดเป็นมากขึ้นได้ การที่จะรอมีอาการแล้วค่อยรับประทานยาอาจจะช่วยได้แค่เพียงเล็กน้อยเท่านั้น โดยเฉพาะอย่างยิ่ง หากอาการปวดประจำเดือนนั้น มีสาเหตุมาจากพยาธิสภาพของร่างกายที่ผิดแผกไป ก็ควรที่จะไปปรึกษาแพทย์เฉพาะทาง เพื่อให้ทราบสาเหตุที่แท้จริง

กินอาหารอย่างไร ช่วงมีประจำเดือน

อยากทราบว่าช่วงมีประจำเดือน ผู้หญิงเราควรหรือไม่ควรกินอะไรเป็นพิเศษไหมคะ เพื่อช่วยบรรเทาอาการต่างๆ ของร่างกาย

ผู้หญิงราว 80 เปอร์เซ็นต์จะมีอาการพีเอ็มเอส (PMS – Premenstrual Syndrome) หรืออาการก่อนมีประจำเดือน เช่น ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ ท้องอืด บางคนท้องเสีย อาหารไม่ย่อย เครียด นอนไม่หลับ เป็นต้น

อาหารที่มีส่วนช่วยบรรเทาอาการเหล่านี้ได้ โดยหัวใจสำคัญในการกินคือ เลือกอาหารที่ย่อยง่าย พวกผัก ผลไม้ เนื้อปลา กินเนื้อสัตว์ให้น้อยลง ลดอาหารรสจัด หรือบางคนอาจงดนม จะช่วยลดอาการท้องอืดได้ พวกธัญพืช ถั่ว ก็มีสารอาหารครบถ้วนและมีคุณสมบัติกระตุ้นให้ร่างกายหลั่งสารคลายเครียด ซึ่งที่กล่ามาตรงกับอาหารชีวจิตทุกอย่างค่ะ

เครื่องดื่มเน้นดื่มน้ำเปล่า น้ำผลไม้ งดชา กาแฟลง เพราะกาเฟอีนและแทนนินในชากาแฟจะทำให้นอนไม่หลับท้องผูก ส่งผลให้เกิดความเครียดได้ค่ะ

การเลือกกินอาหารช่วงนี้ให้จำไว้สองอย่าง ซึ่งรับรองว่าช่วยได้แน่นอน คือ ย่อยง่าย คลายเครียด แต่ถ้าหากไม่ได้ผล ยังคงมีอาการปวดหรืออาการรุนแรงขึ้น แนะนำให้พบแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ เพราะอาจมีสาเหตุมาจากโรคอื่นด้วย แพทย์จะได้แนะนำการปฏิบัติตัวที่เหมาะสมค่ะ

หญิงอ้วน มีแนวโน้มขาดธาตุเหล็ก

การขาดธาตุเหล็กจนนำไปสู่โรคเลือดจางหรือซีด นับเป็นปัญหาหนึ่งที่คู่กับเพศหญิง ซึ่งมีการสูญเสียเลือดในหลายทาง เช่น ประจำเดือน และปัญหาดังกล่าว อาจทวีความรุนแรงขึ้นในหญิงอ้วน เพราะดูดซึมธาตุเหล็กได้น้อยกว่าหญิงทั่วไป แม้ว่าจะใช้ตัวช่วยอย่างวิตามินซีแล้วก็ตาม

ดังงานวิจัยจากคณะนักวิจัยชาวเนเธอร์แลนด์ เม็กซิโก และสวิตเซอร์แลนด์ ที่ได้นำผู้หญิงที่มีน้ำหนักตัวปกติจำนวน 24 คน มาเปรียบเทียบกับผู้หญิงที่มีน้ำหนักตัวเกินเกณฑ์จำนวน 20 คน และหญิงอ้วนจำนวน 20 คน โดยให้อาสาสมัครกินอาหารที่ประกอบด้วยธาตุเหล็ก ทั้งที่เสริมวิตามินซีและไม่เสริมวิตามินซี

ผลปรากฏว่าผู้หญิงที่มีน้ำหนักตัวเกินเกณฑ์หรืออ้วน จะดูดซึมธาตุเหล็กได้น้อยกว่าผู้หญิงที่มีน้ำหนักตัวตามเกณฑ์ และแม้ว่าจะเสริมวิตามินซี ซึ่งเป็นตัวช่วยในการดูดซึมเหล็กแล้ว หญิงอ้วนหรือน้ำหนักตัวเกินเกณฑ์ก็ยังดูดซึมธาตุเหล็กได้น้อยกว่าหญิงน้ำหนักตัวปกติ ที่เสริมวิตามินซี

ความอ้วนจึงไม่ใช่เครื่องหมายของความสมบูรณ์พูนสุข อวบอิ่มสารอาหาร ตรงกันข้ามความอ้วนเป็นรังของโรคภัยหลายประการ ทุกคนจึงควรดูแลน้ำหนักตัวของตัวเองให้ดี

ข้อมูลอ้างอิง

Cepeda-Lopez, A. C., Melse-Boonstra, A. M., Zimmermann, M. B. et al. In overweight and obese women, dietary iron absorption is reduced and the enhancement of iron absorption by ascorbic acid is one-half that in normal-weight women. The American Journal of Clinical Nutrition 102 (2015): 1389-1397

เทคนิคป้องกัน ช่องคลอดติดเชื้อ

การติดเชื้อช่องคลอดอาจเกิดจากยีสต์ (รา) แบคทีเรีย และปรสิต เพื่อให้ช่องคลอดปลอดความเสี่ยง สตรีทั้งหลายจึง

1.ควรหลีกเลี่ยงการใส่กางเกงที่คับและรัดเป็นเวลานาน เพื่อป้องกันการเสียดสี ความร้อน และความชื้นในบริเวณดังกล่าว

2.ใช้กางเกงในที่ทำจากผ้าฝ้าย เพื่อระบายความชื้นที่เกิดขึ้น

3.เปลี่ยนผ้าอนามัยอย่างสม่ำเสมอ เพื่อป้องกันความชื้นและการสะสมแบคทีเรียบริเวณช่องคลอด

4.หลีกเลี่ยงการสวนล้างช่องคลอด ให้ทำความสะอาดช่องคลอดโดยใช้เพียงน้ำอุ่น และเช็ดด้วยผ้าสะอาด

วิธีหลีกเลี่ยงมะเร็งเต้านม

ปัจจุบันวงการแพทย์มีความรู้เรื่องมะเร็งเต้านมมากขึ้น มีข้อมูลทำให้เกิดความเข้าใจ ช่วยให้วินิจฉัย ป้องกันและรักษาโรคได้ดีขึ้น สำหรับสาเหตุของมะเร็งเต้านมมีได้หลายปัจจัย เพียงแต่ว่าปัจจัยใดจะมีพลังขับเคลื่อนมากกว่ากัน ตามข้อมูลของสมาคมมะเร็งอเมริกัน มะเร็งเต้านมราว 75-80% สัมพันธ์กับสิ่งแวดล้อมและชีวิตความเป็นอยู่ (ที่เหลือเกิดจากพันธุกรรม เช่น BRCA1, BRCA2)

ผู้หญิงสามารถกำหนดชะตากรรมชีวิตได้ด้วยการควบคุมปัจจัยก่อมะเร็ง คือ ควบคุมน้ำหนักตัวอย่าให้อ้วน ควบคุมอาหารการกินให้พอดี ออกกำลังกายให้มากพอ หยุดสูบบุหรี่ ลด ละ เลิกการดื่มเหล้า และควรกินอาหารที่เน้นไปทางผักผลไม้ กินไขมันแต่น้อย ถ้ากินก็ควรเป็นไขมันที่ไม่อิ่มตัว เช่น น้ำมันมะกอก ควรลดการกินไขมันจากสัตว์ การทำอย่างนี้จะลดอุบัติการณ์ของมะเร็งเต้านมได้ถึง 60%

การออกกำลังกายเป็นประจำวันละประมาณ 1 ชั่วโมง สามารถลดมะเร็งเต้านมได้ 25-30% เนื่องจากการออกกำลังกายสามารถลดความอ้วน ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญของการเกิดมะเร็งเต้านมและมะเร็งอื่นๆ ผู้สันทัดกรณีกล่าวว่า ไขมันเป็นเหมือนอวัยวะที่ผลิตฮอร์โมนเพศหญิง (เอสโตรเจน) ที่มีผลต่อความเสี่ยงการเกิดมะเร็งเต้านม (ปัจจุบันได้มีการแนะนำให้หลีกเลี่ยงการใช้ฮอร์โมนเพศหญิงทดแทน ในผู้ที่มีภาวะหมดประจำเดือนแล้ว เพราะทำให้เกิดความเสี่ยงมะเร็งเต้านม)