หมดปัญหาแขนลาย-ขาลายกวนใจ

เมื่อรู้จักวิธีรักษารอยยุงกัดเบื้องต้นกันไปแล้ว ทีนี้ก็ได้เวลามาใช้สูตรรักษารอยยุงกัดแบบบ้าน ๆ เพื่อให้ผิวสวยเนียนเร็ว ๆ กันแล้วค่ะ

1. ดินสอพอง และน้ำมะนาว

สูตรนี้เป็นสูตรที่นิยมกันมากในหมู่สาว ๆ ค่ะ โดยเฉพาะกับรอยยุงกัดที่เป็นรอยดำ ให้นำดินสอพองกับน้ำมะนาวสด ๆ มาผสมให้เข้าจนได้เนื้อครีมข้น ๆ จากนั้นให้นำมาพอกผิวตรงจุดที่มีรอยยุงกัด ทิ้งไว้ประมาณ 15-20 นาที สูตรนี้สามารถทำได้สัปดาห์ละ 2-3 ครั้ง รอยดำจากรอยยุงกัดจะค่อย ๆ จางลงและหายไปในที่สุดค่ะ

2. ขมิ้นชัน

นำขมิ้นชันมาล้างน้ำ ปอกเปลือก แล้วโขลกให้ละเอียด จากนั้นให้นำมาพอกทิ้งไว้บริเวณที่มีรอยยุงกัด ทิ้งไว้ประมาณ 15-20 นาทีแล้วล้างออก ทำบ่อย ๆ รอยดำจะค่อย ๆ จางลง หรือหากใครที่คันมาก ๆ ก็สามารถนำผงขมิ้นมาละลายกับน้ำสะอาดแล้วนำมาทาบ่อย ๆ ก็จะช่วยลดอาการคันได้ค่ะ

3. เปลือกกล้วย

น้อยคนนักที่จะรู้ว่าเปลือกกล้วยสามารถช่วยรักษารอยยุงกัดได้ โดยเฉพาะรอยยุงกัดที่อักเสบ เป็นตุ่มบวมแดง และมีอาการคัน โดยวิธีทำก็คือให้นำผิวด้านในของเปลือกกล้วยมาถูเบา ๆ ในบริเวณที่โดนถูกยุงกัด นอกจากจะช่วยให้อาการคันและตุ่มยุงกัดลดลงแล้ว ยังจะช่วยป้องกันรอยดำจากยุงกัดได้อีกด้วย

4. ตำลึง

ตำลึงที่ปลูกไว้ตามรั้วบ้าน ให้เด็ดเอาเฉพาะใบมาสัก 1 กำมือ ล้างให้สะอาด จากนั้นนำไปปั่นหรือโขลกให้ละเอียด ผสมน้ำสะอาดเล็กน้อย แล้วให้นำมาทาบริเวณที่เป็นตุ่ม หรือรอยยุงกัด ทาบ่อย ๆ รอยยุงกัดจะยุบและไม่มีรอยดำกวนใจค่ะ

สิวหายภายใน 1 วัน

1. ใช้ครีมแต้มสิว

ใช้ครีมแต้มสิวที่มีส่วนผสมหลัก คือ Benzyl Peroxide และ Salicylic ซึ่งมีฤทธิ์ในการฆ่าเชื้อแบคทีเรียที่ทำให้เกิดสิว และช่วยผลัดเซลล์ผิวที่ตายแล้วออกไป แต่ก่อนใช้ครีมแต้มสิวควรอ่านคำแนะนำให้ดี ๆ และไม่ควรใช้ครีมมากเกินไปนะคะ เพราะครีมแต้มสิวมีความเข้มข้นหลายระดับ อาจทำให้ผิวหน้าของสาว ๆ ระคายเคืองได้ค่ะ
2. ใช้น้ำแข็งลูบหน้า

รักษาสิวด้วยวิธีธรรมชาติโดยใช้น้ำแข็งประคบไว้บริเวณที่เป็นสิว สัก 10-20 วินาที ความเย็นจากน้ำแข็งจะช่วยลดการบวมแดงของสิว ช่วยกระชับรูขุมขน และช่วยลดอาการอักเสบจากสิวได้ดี อีกทั้งยังช่วยทำความสะอาดผิวหน้าและช่วยขับน้ำมันใต้ผิวหนังออกมาได้อย่างง่ายดาย
3. ใช้ทีทรีออยล์

ใช้คอตตอนบัดจุ่มทีทรีออยล์แล้วนำมาแต้มบริเวณหัวสิว โดยในทีทรีออยล์จะมีสารที่มีคุณสมบัติในการกำจัดแบคทีเรียและเชื้อราในรูขุมขน ซึ่งช่วยลดการอักเสบ ทำให้รอยแดงและสิวมีขนาดเล็กลงค่ะ
4. ใช้ผงแอสไพริน

บดยาแอสไพรินให้เป็นผง แล้วมาผสมน้ำพอเป็นเนื้อครีม นำมาแต้มบาง ๆ บริเวณที่เป็นสิว จะช่วยให้สิวยุบลงได้เร็วค่ะ เพราะในตัวยาแอสไพรินจะมีสาร BHA หรือ Salicylic Acid ที่ช่วยลดการอักเสบของสิว ทำให้สิวจางลง และยังช่วยผลัดเซลล์ผิว และละลายไขมันที่เกาะตามรูขุมขนได้อีกด้วย

5. ใช้ยาสีฟันแต้มสิว

สาว ๆ คงคิดไม่ถึงใช่ไหมล่ะคะว่ายาสีฟันก็รักษาสิวได้ เพราะในยาสีฟันจะมีสารซิลิกา ซึ่งช่วยให้สิวแห้งและยุบลงได้อย่างรวดเร็ว เพียงแต้มสิวทิ้งไว้ข้ามคืน สิวก็จะยุบลงทันใจแน่นอน แต่วิธีนี้ไม่เหมาะกับสาวผิวบอบบางนะคะ เพราะอาจทำให้ผิวแพ้ได้ ส่วนสาวคนไหนที่อยากลองทำตามละก็ ควรเลือกใช้ยาสีฟันสูตรธรรมชาติ แทนยาสีฟันสูตรอื่น ๆ ที่อาจมีสารโซเดียม ลอริล ซัลเฟต (SLS) ที่ระคายเคืองต่อผิวได้ค่ะ
6. พอกหน้าด้วยน้ำมะนาว

น้ำมะนาว อุดมไปด้วยวิตามินซีและสาร AHA ซึ่งช่วยให้สิวแห้งเร็ว โดยสาว ๆ อาจนำมาผสมกับดินสอพองก็ช่วยทำให้สิวยุบได้เช่นกัน เพราะดินสอพองมีสารแคลเซียมคาร์บอเนตที่ช่วยทำให้สิวแห้งตัวได้เร็วยิ่งขึ้น โดยผสมให้เข้ากันพอข้น แล้วนำมาทาที่หัวสิวก่อนนอน ตื่นมาแล้วล้างหน้าออก เพียงเท่านี้สิวก็จะยุบลงอย่างเห็นได้ชัดค่ะ
7. แต้มสิวด้วยกระเทียม

กระเทียม มีส่วนประกอบของซัลเฟอร์ ที่สามารถฆ่าเชื้อแบคทีเรียและช่วยกำจัดสิวได้เป็นอย่างดี วิธีใช้เพียงหั่นกระเทียมบาง ๆ และนำมาถูบริเวณที่เป็นสิว หรือนำไปบดและใช้น้ำกระเทียมมาแต้มตรงหัวสิว ทิ้งไว้ให้แห้งประมาณ 5-10 นาที แล้วล้างออกด้วยน้ำสะอาด แต่อย่าทิ้งไว้นานเกินนะคะ เพราะอาจทำให้หน้าไหม้ได้จากความร้อนของกระเทียมนั่นเองค่ะ
8. ใช้น้ำผึ้งแต้มสิว

น้ำผึ้ง มีคุณสมบัติพิเศษในการต่อต้านเชื้อแบคทีเรีย ซึ่งช่วยให้สิวยุบลง เพียงนำน้ำผึ้งมาแต้มบนหัวสิวอักเสบ ทิ้งไว้สัก 1 ชั่วโมงแล้วจึงล้างออก หรือจะนำมาผสมกับผงอบเชย ก็ช่วยรักษาสิวได้เร็วเช่นกันค่ะ เนื่องจากอบเชยมีสารต้านอนุมูลอิสระ เมื่อนำมาผสมกับน้ำผึ้งที่มีสารฆ่าเชื้อแบคทีเรีย จึงทำให้เกิดผลลัพธ์ในการรักษาสิวได้อย่างรวดเร็ว

9. ใช้ว่านหางจระเข้

ในว่านหางจระเข้มีมีคุณสมบัติต้านฤทธิ์แบคทีเรีย ซึ่งช่วยลดการอักเสบจากสิว ช่วยให้สิวยุบและเล็กลง อีกทั้งยังช่วยปรับสภาพผิวได้เป็นอย่างดี เพียงทาทิ้งไว้ข้ามคืน สิวก็จะยุบลงอย่างที่ต้องการ อีกทั้งว่านหางจระเข้นี้ยังมีความอ่อนโยนซึ่งเหมาะกับสาว ๆ ที่มีผิวบอบบางและแพ้ง่ายด้วยค่ะ

คราวนี้ถ้าสิวบุกขึ้นมาเมื่อไร สาว ๆ ก็สามารถนำวิธีทั้ง 9 ที่เรานำมาฝากนี้ไปใช้กันได้เลยนะคะ รับรองสิวยุบหายทันใจภายใน 1 วันแน่นอน และเพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ดีที่สุดในการรักษาและป้องกันสิวที่สาว ๆ สามารถทำได้จากภายในด้วยตัวเองเลยก็คือ พักผ่อนให้เพียงพอ ไม่เครียด รักษาความสะอาดของร่างกาย ออกกำลังกายสม่ำเสมอ และทานอาหารที่มีประโยชน์ เพียงเท่านี้ไม่ว่าสิวหน้าไหนก็ไม่กล้าขึ้นมากวนใจสาว ๆ อีกต่อไปแล้วค่ะ

ผิวสวยปังไม่กลัวเปียก

1. ชำระล้างร่างกายให้สะอาด

ช่วงฤดูฝนแบบนี้ควรหลีกเลี่ยงการโดนฝนจะดีที่สุดนะคะ แต่หากสาว ๆ คนไหนที่เพิ่งเปียกฝนมาละก็ เมื่อกลับถึงบ้านให้รีบอาบน้ำล้างหน้า และสระผมด่วน ๆ เลยนะคะ เพราะนอกจากจะเสี่ยงเป็นหวัดแล้วยังเสี่ยงต่อผิวเสียอีกด้วย เพราะในน้ำฝนมีทั้งฝุ่นละออง สิ่งสกปรก และเชื้อโรคมากมาย ซึ่งอาจทำให้ผิวเกิดอาการแพ้ได้ค่ะ

2. ใช้โทนเนอร์เช็ดหน้า

บางครั้งการล้างหน้าอย่างเดียวคงไม่พอ เพราะในน้ำฝนนั้นมีแต่ฝุ่นและมลพิษมากมาย จึงแนะนำว่าหลังล้างหน้าเสร็จ ควรเช็ดทำความสะอาดผิวหน้าด้วยโทนเนอร์สูตรปราศจากแอลกอฮอล์ เพื่อขจัดสิ่งตกค้างบนรูขุมขน อันเป็นสาเหตุของสิวอุดตัน และยังช่วยกระชับรุขุมขน และช่วยปรับสภาพผิวหน้าให้พร้อมก่อนการบำรุงในขั้นต่อไปอีกด้วยค่ะ
3. บำรุงผิวด้วยมอยส์เจอไรเซอร์

ในช่วงฤดูฝนเป็นช่วงที่มีความชื้นในอากาศค่อนข้างมาก อาจทำให้ผิวแห้ง และขาดความชุ่มชื้นได้ สาว ๆ จึงควรหมั่นบำรุงผิวด้วยการทามอยส์เจอไรเซอร์อย่างสม่ำเสมอ เพื่อป้องกันผิวแห้งและช่วยรักษาความชุ่มชื้นให้อยู่กับผิวได้นานยิ่งขึ้นค่ะ

4. ทาครีมกันแดด

ถึงแม้ว่าแสงแดดในหน้าฝนจะไม่แรงเท่าแดดในหน้าร้อน เพราะท้องฟ้าดูมืดครึ้มตลอดเวลา แต่จริง ๆ แล้วรังสียูวีจากดวงอาทิตย์ก็ยังทะลุผ่านก้อนเมฆมาทำร้ายผิวของสาว ๆ ได้อยู่ดี โดยเฉพาะรังสียูวีเอและยูวีบี ที่ทำให้เกิดริ้วรอยเหี่ยวย่น ฝ้า กระ และจุดด่างดำ ดังนั้นสาว ๆ จึงควรทาครีมกันแดดทุกวัน แม้วันนั้นจะมีฝนตกหรือแดดร่มก็ตาม โดยเลือกครีมกันแดดชนิดกันน้ำที่มีความบางเบาและไม่เหนียวเหนอะหนะ

5. ไม่ต้องแต่งหน้าเยอะ

แม้ว่าปัจจุบันจะมีเครื่องสำอางที่กันน้ำได้ดีเยี่ยมออกมาช่วยให้สาว ๆ สามารถแต่งหน้าได้โดยไม่ต้องกลัวเมคอัพจะเปียกน้ำจนไหลเยิ้มก็ตาม แต่ในช่วงฤดูฝนจะมีความชื้นในอากาศเยอะ ซึ่งมีผลทำให้รูขุมขนกว้างได้ง่าย ๆ กว่าสภาพอากาศแบบปกติ ทางที่ดีสาว ๆ ควรแต่งหน้าแบบเบาบาง โดยใช้เครื่องสำอางหรือรองพื้นที่ไม่หนามากเกินไป เพราะอาจทำให้รูขุมขนอดตัน และเกิดสิวได้ง่ายค่ะ

6. ขัดสครับผิวและพอกหน้า

ความชื้นจากฝนจะทำให้ผิวเกิดการอุดตันได้ง่าย ดังนั้นสาว ๆ จึงควรทำความสะอาดผิวด้วยการขัดผิวเบา ๆ อย่างน้อยสัปดาห์ละ 1 ครั้ง เพื่อช่วยขจัดสิ่งอุดตันและขัดเซลล์ผิวเก่าให้หลุดออกไป และอาจพอกหน้าอย่างน้อย 1 ครั้งต่อสัปดาห์เพื่อเพิ่มความชุ่มชื้นให้กับผิวหน้า
7. ดื่มน้ำบ่อย ๆ

ในฤดูฝน อากาศจะค่อนข้างเย็น อาจทำให้สาว ๆ หลายคนไม่ค่อยหิวน้ำสักเท่าไรนัก แต่อย่างไรแล้วก็ควรดื่มน้ำบ่อย ๆ วันละ 8-10 แก้ว เพื่อเพิ่มความชุ่มชื้นให้กับเซลล์ผิวในร่างกาย และช่วยให้ผิวพรรณดูเปล่งปลั่งสดใสอีกด้วยค่ะ

8. ทานผักผลไม้ และอาหารที่มีประโยชน์

การทานผัก ผลไม้ และอาหารที่ให้วิตามินหลากหลายชนิด จะช่วยให้ผิวพรรณของสาว ๆ ดูสดใสมีสุขภาพดี มีน้ำมีนวล และยังช่วยให้ระบบภูมิคุ้มกันในร่างกายทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ ป้องกันการเป็นไข้หวัดได้ดีอีกด้วย

น้ำผึ้ง ให้ผลน่าทึ่งพร้อมผิวสวย

น้ำผึ้ง วัตถุดิบจากธรรมชาติที่มีประโยชน์และสรรพคุณอันหลากหลาย โดยในน้ำผึ้งนั้นมีสารอาหารต่าง ๆ มากมาย เช่น โปรตีน คาร์โบไฮเดรต วิตามินและเกลือแร่ต่าง ๆ แถมยังมีสารต้านอนุมูลอิสระที่มีคุณค่าต่อร่างกาย จึงมีคนนิยมนำน้ำผึ้งมาใช้ประกอบอาหาร ทำเป็นยารักษาโรค หรือแม้แต่ทำเป็นผลิตภัณฑ์ด้านความสวยความงาม ซึ่งหนึ่งวิธีง่าย ๆ ในการใช้น้ำผึ้งเพื่อความสวยงามของสาว ๆ นั้นก็คือการนำน้ำผึ้งมาพอกหน้านั่นเองค่ะ เพราะน้ำผึ้งมีคุณสมบัติทางธรรมชาติที่สามารถแก้ไขปัญหาผิวต่าง ๆ ช่วยบำรุงผิวหน้าให้เนียนนุ่มชุ่มชื่น ช่วยรักษาสิว ลดเลือนริ้วรอยเหี่ยวย่น และยังช่วยคงความอ่อนเยาว์ให้กับผิวของคุณสาว ๆ อีกด้วย

สูตรที่ 1 เพิ่มความเนียนนุ่มให้กับใบหน้า

สูตรนี้เป็นสูตรที่ง่ายมาก ๆ เพราะใช้แค่น้ำผึ้งเพียงอย่างเดียวเท่านั้นค่ะ โดยหลังจากที่สาว ๆ ล้างหน้าจนสะอาดหมดจดและเช็ดให้แห้งแล้ว ให้นำน้ำผึ้งมาทาบาง ๆ ทั่วใบหน้า พร้อมนวดวนไปเรื่อย ๆ ประมาณ 5 นาที จะช่วยให้เลือดไหลเวียนได้ดียิ่งขึ้น จากนั้นก็พอกทิ้งไว้ประมาณ 20-30 นาที แล้วล้างออก สาว ๆ จะรู้สึกว่าผิวหน้าดูอ่อนเยาว์ และเนียนนุ่มชุ่มชื่นขึ้นค่ะ

สูตรที่ 2 เพื่อหน้าใสไร้สิว

สาว ๆ คนไหนที่มีปัญหาสิวอยู่ละก็ ลองพอกหน้าด้วยน้ำผึ้งสูตรนี้เลยค่ะ เพียงใช้น้ำผึ้ง 1 ช้อนชา ผสมกับผงอบเชย 1 ช้อนชา จากนั้นนำมาแต้มบนหัวสิว หรือจะพอกไว้ทั้งหน้าก็ได้ค่ะ ทิ้งไว้ประมาณ 1 ชั่วโมง จากนั้นล้างออกให้สะอาดด้วยน้ำอุ่น โดยอบเชยและน้ำผึ้งมีคุณสมบัติในการต้านเชื้อแบคทีเรีย จึงช่วยในการรักษาสิว ทำให้สิวอักเสบหายเร็วขึ้น และยังช่วยบำรุงให้ผิวหน้าเนียนใสไร้สิว

สูตรพอกหน้าด้วยน้ำผึ้ง

สูตรที่ 3 เพื่อผิวขาวกระจ่างใส

สูตรนี้เป็นสูตรแบบบ้าน ๆ ที่ทำได้ง่ายมากค่ะ ส่วนผสมก็หาซื้อได้สะดวกแถวตลาดใกล้บ้าน เพียงนำน้ำผึ้ง 1 ช้อนโต๊ะ ผสมกับน้ำมะนาว 1 ช้อนชา หรืออาจผสมมะขามเปียกไปด้วย 1 กำ โดยสูตรนี้จะช่วยเร่งผลัดเซลล์ผิว ให้ผิวหน้าชุ่มชื้นดูกระจ่างใส อีกทั้งยังช่วยขจัดเชื้อสิวอีกด้วยค่ะ

สูตรที่ 4 สครับน้ำผึ้งขัดเซลล์ผิว

ใครว่าน้ำผึ้งใช้พอกหน้าได้เพียงอย่างเดียว แต่จริง ๆ แล้วยังนำมาใช้เป็นสครับขัดหน้าเพื่อขจัดเซลล์ผิวที่ตายแล้วได้อีกด้วย โดยใช้ส่วนผสมที่ประกอบด้วย น้ำผึ้ง 3 ช้อนโต๊ะ และน้ำตาลทราย 1 ถ้วย ผสมให้เข้ากัน หรืออาจใส่น้ำมะนาวลงไปด้วยประมาณ 2 ช้อนชา จากนั้นนำมาขัดวนเบา ๆ ให้ทั่วใบหน้า ยกเว้นบริเวณสิวอักเสบ แล้วล้างหน้าให้สะอาด สาว ๆ จะรู้สึกว่าหน้าเนียนนุ่ม กระจ่างใสขึ้นค่ะ
สูตรพอกหน้าด้วยน้ำผึ้ง

สูตรที่ 5 เพิ่มความชุ่มชื้นให้ผิว

สาว ๆ คนไหนที่อยากเพิ่มความชุ่มชื้นให้กับผิวหน้า ต้องลองสูตรนี้เลยค่ะ เพียงใช้กล้วยหอมสุกครึ่งลูก นำมาบดให้ละเอียด ผสมกับน้ำผึ้ง 2-3 ช้อนโต๊ะ คนให้เข้ากัน จากนั้นทาบาง ๆ บนใบหน้าพร้อมนวดวนให้ทั่ว พอกทิ้งไว้ 20 นาที แล้วล้างออก จะช่วยให้หน้าของสาว ๆ เนียนนุ่ม กระจ่างใส และยังช่วยฟื้นฟูสภาพผิวแห้งได้ดีอีกด้วยค่ะ

สูตรที่ 6 ลดริ้วรอยแห่งวัย และแผลเป็นจากสิว

สูตรนี้เหมาะกับสาว ๆ ที่มีริ้วรอยแห่งวัย รวมไปถึงผู้ที่มีริ้วรอยจากสิว และจุดด่างดำต่าง ๆ ค่ะ เพียงนำแครอท 1 หัวเล็กมาปอกเปลือกล้างให้สะอาด นำไปปั่นให้ละเอียดแล้วใส่น้ำผึ้ง 3 ช้อนโต๊ะผสมให้เข้ากัน จากนั้นนำส่วนผสมมาพอกหน้าทิ้งไว้ประมาณ 20 นาที แล้วล้างออกให้สะอาด จะช่วยให้ริ้วรอยเหี่ยวย่น และจุดด่างดำจากสิวจางเร็วขึ้นค่ะ

สูตรพอกหน้าด้วยน้ำผึ้ง

สูตรที่ 7 ลดความมัน เพิ่มความเนียนนุ่ม

สาว ๆ ที่มีหน้ามัน แนะนำให้ทำสูตรนี้เลยค่ะ เพราะเป็นสูตรพอกหน้าที่จะช่วยลดความมันส่วนเกินบนใบหน้าของสาว ๆ ได้เป็นอย่างดี เพียงใช้โยเกิร์ตรสธรรมชาติครึ่งถ้วย ผสมกับน้ำผึ้ง 3 ช้อนโต๊ะ คนให้เข้ากัน จากนั้นนำมาทาให้ทั่วใบหน้า ทิ้งไว้ประมาณ 20 นาที แล้วล้างออก นอกจากจะลดหน้ามันแล้วยังช่วยให้ผิวหน้ากระชับเต่งตึงและเนียนนุ่มอีกด้วยนะคะ

สูตรที่ 8 กระชับรูขุมขน

สูตรพอกหน้าด้วยน้ำผึ้งสูตรนี้ เหมาะสำหรับสาว ๆ ที่มีปัญหารูขุมขนกว้างโดยเฉพาะเลยค่ะ เพียงนำแอปเปิล 1 ผล มาปอกเปลือกล้างให้สะอาด ผ่าแกนกลางและแกะเมล็ดออก จากนั้นนำไปปั่นให้ละเอียด เติมน้ำผึ้ง 2 ช้อนโต๊ะ ผสมให้เข้ากัน แล้วนำมาทาหน้านวดวนเบา ๆ 5 นาที และพอกทิ้งไว้ประมาณ 15-20 นาที จึงล้างออกด้วยน้ำอุ่น และปิดท้ายด้วยน้ำเย็นอีกครั้งเพื่อปิดรูขุมขน สาว ๆ จะรู้สึกได้ว่าหน้าเรียบเนียนกระชับมากขึ้น แถมรูขุมขนเล็กลงอีกด้วยค่ะ

เป็นอย่างไรกันบ้างคะกับสูตรพอกหน้าด้วยน้ำผึ้งที่เรานำมาฝากกันในวันนี้ หากใครสนใจสูตรไหน ก็ลองนำไปพอกหน้ากันได้เลยนะคะ แต่อย่างไรแล้วสาว ๆ ก็ควรเลือกดูให้ดี ๆ ก่อนใช้นะคะว่าเป็นน้ำผึ้งแท้ 100% จริง ๆ หรือเปล่า เพื่อความสะอาดและความปลอดภัยต่อผิวหน้า นอกจากนี้หลังพอกหน้าด้วยน้ำผึ้งทุกครั้ง สาว ๆ ก็ควรล้างหน้าให้สะอาด เพราะหากมีส่วนผสมตกค้างอยู่บนใบหน้า อาจทำให้รูขุมขนอุดตัน และอาจเกิดสิวตามมาได้ค่ะ

8 สูตรพอกหน้าด้วยไข่ขาว

สูตรที่ 1 มาสก์ไข่ขาว+มะนาวลดสิว

สูตรนี้ช่วยลดสิวและลดความมันบนผิวหน้าได้เป็นอย่างดี เพียงใช้ไข่ขาว 1 ฟอง ผสมด้วยน้ำมะนาว 2 ช้อนชา คนให้เข้ากัน จากนั้นใส่น้ำผึ้ง ½ ช้อนโต๊ะ ผสมให้เข้ากันอีกครั้ง จากนั้นใช้สำลีชุบส่วนผสมแล้วนำมาทาให้ทั่วใบหน้า โดยเริ่มทาตั้งแต่คางขึ้นไปจนถึงแก้ม และทาวน ๆ บริเวณหน้าผาก เว้นบริเวณปากและดวงตา ทิ้งไว้ประมาณ 10-15 นาที เมื่อมาสก์แห้ง ให้ล้างออกและนวดวนเบา ๆ ด้วยน้ำอุ่น และล้างด้วยน้ำเย็นอีกครั้งเพื่อปิดรูขุมขน

สูตรที่ 2 เพื่อหน้าขาวกระจ่างใส

มาสก์ไข่ขาวนอกจากจะช่วยลดเลือนริ้วรอยจากสิวแล้ว ยังช่วยให้ใบหน้าของสาว ๆ ดูขาวกระจ่างใสขึ้นอีกด้วย เพียงใช้ไข่ขาว 1 ฟอง ผสมกับน้ำส้มสายชู 1 ช้อนชา คนให้เข้ากัน จากนั้นนำผงขมิ้น 1 ช้อนชา ผสมให้เข้ากันอีกครั้ง แล้วนำมาพอกหน้าให้ทั่ว ทิ้งไว้ประมาณ 15 นาที หลังจากนั้นใช้นิ้วค่อย ๆ ขัดวนบนใบหน้าเบา ๆ แล้วล้างออกด้วยน้ำสะอาด

สูตรที่ 3 ลดเลือนริ้วรอยและความหมองคล้ำ

สูตรพอกหน้าด้วยไข่ขาวสูตรนี้ถือว่าเป็นสูตรที่เหมาะสำหรับผิวที่มีปัญหาริ้วรอยแห่งวัย ช่วยลดเลือนริ้วรอยเหี่ยวย่น ช่วยให้ผิวดูเต่งตึง กระชับขึ้น เพียงใช้ไข่ขาว 1 ฟอง ผสมกับอะโวคาโดสุก ¼ ลูก และโยเกิร์ตรสธรรมชาติ 1 ช้อนชา ผสมให้เข้ากัน แล้วนำมาพอกหน้าให้ทั่ว ทิ้งไว้ประมาณ 15 นาทีแล้วล้างออกด้วยน้ำสะอาด

สูตรที่ 4 สูตรพอกหน้าสำหรับสาวผิวมัน

ปัญหาหลักของสาวผิวมัน นอกจากจะมีผิวหน้ามันเยิ้มมากกว่าคนอื่น ๆ แล้ว ยังเสี่ยงต่อการเกิดสิวได้ง่าย แถมยังมีรูขุมขนกว้าง โดยเฉพาะบริเวณทีโซน คือบริเวณหน้าผาก จมูกและคาง เพื่อลดความมันบนใบหน้าของสาว ๆ ให้พอกหน้าด้วยสูตรนี้เลยค่ะ เพียงใช้ไข่ขาว 1 ฟอง ผสมกับนมสด 1 ช้อนโต๊ะ คนให้เข้ากัน จากนั้นใส่น้ำผึ้งและน้ำมะนาวลงไป ประมาณ 1 ช้อนชา ผสมให้เข้ากันอีกครั้ง แล้วนำมาพอกหน้าทิ้งไว้ประมาณ 15-20 นาที แล้วล้างออกด้วยน้ำอุ่น

สูตรที่ 5 พอกหน้าลอกสิวเสี้ยน

นำไข่ขาวมา 2 ฟองผสมให้เข้ากันกับน้ำมะนาว 1 ช้อนโต๊ะ แล้วนำสำลีแผ่นบางมาชุบลงในส่วนผสม จากนั้นแปะบนบริเวณที่มีสิวเสี้ยน หรือจะแปะทั่วหน้าทำเป็นมาสก์ก็ได้ค่ะ จากนั้นปล่อยทิ้งไว้ประมาณ 30 นาที หรือจนกว่าไข่ขาวจะแห้งตึง จากนั้นจึงค่อย ๆ ลอกแผ่นสำลีออกจากด้านล่างขึ้นสู่ด้านบน เสร็จแล้วก็ล้างหน้าให้สะอาดด้วยน้ำเย็น การพอหน้าด้วยไข่ขาว วิธีนี้จะช่วยขจัดสิวเสี้ยน บำรุงผิวหน้าและช่วยให้ผิวเนียนนุ่มสะอาดใสค่ะ

สูตรที่ 6 ลดความมัน กระชับรูขุมขน

นำไข่ขาว 1 ฟอง ผสมให้เข้ากันกับน้ำมะนาว 2 ช้อนชา จากนั้นผสมแตงกวาบดละเอียด 1 ลูก คนให้เข้ากัน จากนั้นนำส่วนผสมมาพอกหน้าทิ้งไว้ 20 นาที หากสาว ๆ ทำสูตรนี้เป็นประจำจะช่วยให้ผิวหน้าเนียนนุ่ม ลดความมันส่วนเกิน กระชับรูขุมขน ช่วยให้ผิวหน้าเต่งตึง และเพิ่มความชุ่มชื้นให้กับผิวได้ดียิ่งขึ้นค่ะ

สูตรที่ 7 เพิ่มความเนียนนุ่มชุ่มชื่น

นอกจากไข่ขาวจะช่วยลดความมันแล้ว ก็ยังสามารถเพิ่มความชุ่มชื้นให้กับใบหน้าของสาว ๆ ได้อีกด้วย เพียงนำไข่ขาว 1 ฟอง มาผสมกับน้ำผึ้ง 1 ช้อนโต๊ะ คนให้เข้ากัน แล้วนำมาทาใบหน้าให้ทั่ว เว้นช่วงปากและดวงตา ขณะทาให้นวดวนเบา ๆ ไปด้วย ทิ้งไว้ประมาณ 10-15 นาทีหรือจนกว่าจะแห้ง แล้วจึงล้างออกให้สะอาด วิธีนี้จะช่วยให้ผิวเนียนนุ่มชุ่มชื้น และยังเป็นการทำความสะอาดผิวได้อย่างล้ำลึกอีกด้วยค่ะ

สูตรที่ 8 มาสก์หน้าด้วยไข่ขาวแบบง่าย ๆ

นอกเหนือจากสารพัดสูตรที่เรานำมาฝากกันแล้ว อีกหนึ่งสูตรที่ง่ายมากและไม่ต้องใช้ส่วนผสมอะไรให้ยุ่งยากเลย เพียงใช้ไข่ขาวอย่างเดียวมาพอกหน้านั่นเอง โดยนำไข่ขาว 1 ฟอง มาตีให้ฟูนิดหน่อย จากนั้นนำมาทาให้ทั่วหน้า เว้นรอบดวงตาและปากไว้ รอประมาณ 10-15 นาที แล้วจึงล้างออกด้วยน้ำสะอาด หากทำสูตรนี้บ่อย ๆ จะช่วยลดความมันบนใบหน้า ช่วยให้รูขุมขนกระชับ ผิวหน้าเต่งตึง ลดความมันส่วนเกิน และช่วยให้ผิวหน้าขาวกระจ่างใสขึ้นอีกด้วยค่ะ

อะโวคาโด กับ 9 เคล็ดลับความงาม

อะโวคาโด เป็นผลไม้ที่อุดมไปด้วยวิตามินต่าง ๆ ทั้งวิตามินเอ ดี และอี ทั้งยังมีแร่ธาตุต่าง ๆ เช่น โปแตสเซียม ซัลเฟอร์ และน้ำมันจากธรรมชาติ ช่วยป้องกันโรคต่าง ๆ นอกจากอะโวคาโดจะมีประโยชน์ต่อร่างกายแล้ว ยังสามารถนำไปใช้เป็นวัตถุดิบในการดูแลความสวยความงามของสาว ๆ ได้ตั้งแต่หัวจรดเท้าอีกด้วย โดยเฉพาะสาว ๆ คนไหนที่อยากสวยด้วยธรรมชาติ วันนี้กระปุกดอทคอมก็เลยนำเคล็ดลับความงามจากอะโวคาโดทั้ง 9 ข้อ มาฝากสาว ๆ ทุกคนแล้วค่ะ
1. ขัดหน้าด้วยอะโวคาโด

การผลัดเซลล์ผิวเป็นหนึ่งในสุดยอดวิธีที่ช่วยให้ผิวหน้าของสาว ๆ ดูกระจ่างใส เพราะเมื่อเราได้ขัดเซลล์ผิวที่ตายออกไปแล้ว จะช่วยเผยให้เห็นผิวใส และยังมีความเนียนนุ่มชุ่มชื้นยิ่งขึ้น เพียงสาว ๆ นำอะโวคาโด 1 ลูกมาบดให้ละเอียด แล้วนำมาขัดวนและนวดใบหน้าเบา ๆ หรือจะนำมาพอกหน้าทิ้งไว้ประมาณ 10 นาที แล้วล้างออก ก็จะช่วยบำรุงผิวหน้าให้มีความเนียนนุ่มกระจ่างใสได้เช่นกันค่ะ

2. ผิวเนียนนุ่มชุ่มชื่น

อะโวคาโด เป็นผลไม้ที่สามารถนำมาบำรุงได้กับทุกสภาพผิว เนื่องจากมีไขมันดีที่อุดมไปด้วยมอยส์เจอไรเซอร์จากธรรมชาติ ช่วยบำรุงผิวแห้ง เพิ่มความชุ่มชื้น และทำให้ผิวนุ่มขึ้นอีกด้วยค่ะ เพียงนำอะโวคาโดบด 1 ลูก ผสมกับน้ำผึ้งเล็กน้อย พอกหน้าทิ้งไว้ 20-30 นาที ล้างออกด้วยน้ำอุ่น ทำเป็นประจำอาทิตย์ละ 2-3 ครั้ง

3. บำรุงผมแห้งเสีย

สาว ๆ ที่มีสภาพผมแห้งเสียมาทางนี้ค่ะ เพียงแค่นำอะโวคาโดบด 1 ลูก ผสมกับน้ำมันมะกอก 1 ช้อนโต๊ะ คนให้เป็นเนื้อเดียวกัน แล้วนำมาชโลมบนผมหมาดให้ทั่ว คลุมด้วยหมวกคลุมอาบน้ำ หมักทิ้งไว้ 20 นาที แล้วล้างออกด้วยน้ำเปล่าและสระผมให้สะอาดอีกครั้ง สารอาหารที่มีในอะโวคาโดและน้ำมันมะกอกจะซึมซาบบำรุงเส้นผมอย่างล้ำลึก และช่วยฟื้นฟูผมที่แห้งเสียเปราะบาง ให้กลับมาแข็งแรงเงางาม และมีน้ำหนัก

4. เร่งผมยาวเร็ว

เพียงแค่นำอะโวคาโดบด 1 ลูกผสมกับน้ำผึ้ง น้ำมันมะกอก และน้ำมันมะพร้าว คนให้เป็นเนื้อเดียวกัน แล้วจึงนำมานวดเส้นผมให้ทั่วศีรษะ ทิ้งไว้ 10-15 นาทีแล้วล้างออกด้วยน้ำอุ่น นอกจากจะช่วยบำรุงให้ผมยาวเร็วแล้ว ยังช่วยลดการหลุดร่วงของเส้นผมอีกด้วย เพราะในอะโวคาโดอุดมไปด้วยกรดไขมัน โปรตีน แมกนีแซียม และวิตามินอีกมากมาย ที่เป็นอาหารให้เส้นผม ช่วยบำรุงให้เส้นผมแข็งแรงและยาวเร็วขึ้นค่ะ

5. ลดสิว และรอยด่างดำ

สิว ปัญหากวนใจสาว ๆ ทุกคนบนโลกใบนี้ แต่สามารถรักษาและป้องกันได้ด้วยอะโวคาโดที่มีสารต้านอนุมูลอิสระ ช่วยยับยั้งแบคทีเรีย สาเหตุของสิว โดยใช้น้ำมันอะโวคาโดนวดวนเบา ๆ บนใบหน้าประมาณ 20 นาที แล้วจึงใช้ผ้าขนหนูซับน้ำอุ่นมาเช็ดหน้าเบา ๆ จะช่วยให้หน้าใสไร้สิวได้ค่ะ นอกจากนี้อะโวคาโดยังอุดมไปด้วยวิตามินซี ที่ช่วยในการลดเลือนรอยด่างดำ ทั้งยังช่วยบำรุงผิวหน้าให้กระจ่างใสและเพิ่มความชุ่มชื้นได้ดีอีกด้วย

6. ลดเลือนริ้วรอยแห่งวัย

สรรพคุณของอะโวคาโดนั้นมีมากมาย นอกจากจะช่วยลดสิว บำรุงผิวให้ชุ่มชื้นแล้ว ยังช่วยลดเลือนริ้วรอยแห่งวัยได้อีกด้วย เพราะในอะโวคาโดมีกรดอะมิโนและโปรตีนที่เป็นประโยชน์ต่อผิว รวมถึงยังอุดมไปด้วยวิตามินอี ที่ช่วยเสริมสร้างคอลลาเจนในชั้นผิว ช่วยลดเลือนริ้วรอยแห่งวัย เพียงนำอะโวคาโดบด 1 ลูก ผสมกับน้ำมันอัลมอนด์จนเป็นเนื้อเดียวกัน แล้วนำมาพอกหน้าทิ้งไว้ประมาณ 20 นาที แล้วล้างออกด้วยน้ำอุ่น จะช่วยให้ผิวหน้าแลดูกระชับขึ้นค่ะ

7. บำรุงมือให้นุ่ม

หากสาว ๆ เป็นคนหนึ่งที่ไม่ค่อยอยากให้ใครมาจับมือ เพราะกลัวคนอื่นจะสัมผัสกับมือที่แห้งและหยาบกร้านอยู่ละก็ อะโวคาโดช่วยคุณได้ค่ะ เพียงนำอะโวคาโด 1 ลูก มาบดให้ละเอียด ผสมกับน้ำผึ้ง 1 ช้อนโต๊ะ ให้เข้าจนเป็นเนื้อเดียวกันแล้วนำมาพอกที่มือทิ้งไว้ 20-30 นาทีแล้วล้างออกด้วยน้ำเย็น ทำเป็นประจำอย่างน้อย 2 ครั้งต่อสัปดาห์ จะช่วยทำให้ผิวมือของเรานุ่มน่าสัมผัสยิ่งขึ้นค่ะ

8. บำรุงจมูกเล็บให้แข็งแรง

สาว ๆ หลายคนคงเคยมีปัญหาจมูกเล็บแห้งจนฉีกออกมา สร้างความรำคาญใจและสร้างความเจ็บปวดอีกด้วย แต่อะโวคาโดช่วยคุณได้อีกแล้วค่ะ เพราะอะโวคาโดอุดมไปดว้ยวิตามินอี และไขมันดีชนิดอื่น ๆ ที่ช่วยบำรุงและซ่อมแซมผิวบริเวณเล็บที่แห้งลอก เพียงใช้อะโวคาโดบด 1 ช้อนโต๊ะผสมให้เข้ากันกับน้ำมันมะพร้าวหรือน้ำมันมะกอก แล้วนำมาทาให้ทั่วจมูกเล็บ ทิ้งไว้นานหลายชั่วโมง หรืออาจทิ้งไว้ข้ามคืน จากนั้นล้างออกด้วยน้ำอุ่น วิธีนี้จะช่วยบำรุงให้จมูกเล็บไม่แห้งฉีกอีกต่อไปค่ะ
9. บำรุงส้นเท้าแตก

หากสาว ๆ คนไหนมีปัญหาส้นเท้าแตก หรือส้นเท้าแห้งจนเป็นขุยละก็ ลองนำอะโวคาโดบดมาพอกที่เท้าดูสิคะ แต่ก่อนอื่นนั้นต้องแช่เท้าไว้ในน้ำสบู่ประมาณ 10 นาที เพื่อปรับสภาพผิว แล้วใช้หินขัดเท้าเพื่อขัดเอาเซลล์ผิวที่ตายแล้วออกไป จกานั้นล้างเท้าให้สะอาด และจึงนำอะโวคาโดบด 1 ลูกมาพอกที่เท้าทิ้งไว้ประมาณ 15 นาทีแล้วล้างออก วิธีนี้จะช่วยบำรุงผิวบริเวณส้นเท้าให้กลับมามีความชุ่มชื้น และนุ่มขึ้นค่ะ

มะเฟืองรักษาสิว

1. น้ำหมักมะเฟือง

นำมะเฟืองสด 3 กิโลกรัม มาล้างให้สะอาด จากนั้นหั่นเป็นแว่น ๆ ใส่ลงไปในถังแบบที่มีฝาปิดล็อกได้ ตามด้วยใส่น้ำตาลทรายแดงลงไปประมาณ 1 กิโลกรัม และน้ำสะอาดอีก 5 ลิตร เสร็จแล้วคนให้เข้ากัน เมื่อน้ำตาลทรายแดงละลายแล้วให้ปิดฝาถังล็อกให้สนิท หมักทิ้งไว้ประมาณ 1-3 เดือน เมื่อใช้ได้แล้วให้นำน้ำหมักมะเฟืองมากรองด้วยผ้าขาวบาง และเก็บใส่ขวดไว้ใช้ ซึ่งวิธีใช้น้ำหมักมะเฟืองนั้นให้นำมาทาหน้าพักทิ้งไว้ประมาณ 15-20 นาที จากนั้นล้างออกให้สะอาด น้ำหมักมะเฟืองจะช่วยผลัดเซลล์ผิว ทำให้สิวอักเสบยุบลง รอยสิวและจุดด่างดำต่าง ๆ จะค่อย ๆ จากลง รวมถึงช่วยป้องกันการเกิดสิวใหม่ได้ดีอีกด้วย

2. มะเฟือง และน้ำผึ้ง

นำมะเฟืองสด 1 ลูก มาล้างให้สะอาด จากนั้นหั่นเป็นแว่น ๆ แล้วนำผ้าขาวบางมากรองบีบเอาแต่น้ำ เมื่อได้น้ำมะเฟืองมาแล้วให้นำมาผสมกับน้ำผึ้ง 1 ช้อนโต๊ะ คนให้เข้ากัน แล้วนำมาทาให้ทั่วใบหน้า ทิ้งไว้ประมาณ 15-20 นาที จากนั้นล้างหน้าให้สะอาด ทำบ่อย ๆ สัปดาห์ละ 1-2 ครั้ง สิวจะค่อย ๆ ลดลง รอยสิวจะจางลง ช่วยทำให้หน้าขาวใสและชุ่มชื้นขึ้นด้วย

3. มะเฟือง และมะนาว

นำมะเฟืองสดมาปอกเปลือกและสับให้ละเอียด จากนั้นนำมาใส่ถ้วยแล้วบีบน้ำมะนาวลงไปเล็กน้อย ผสมให้เข้ากัน เสร็จแล้วนำมาพอกหน้าให้ทั่ว ทิ้งไว้ประมาณ 10-15 นาที แล้วล้างออก สูตรนี้จะช่วยให้สิวอักเสบยุบลง ช่วยลดรอยดำรอยแดงจากสิว และช่วยลดการเกิดสิวได้ ทำประมาณ 1-2 ครั้งต่อสัปดาห์ก็เพียงพอค่ะ

4. มะเฟือง และดินสอพอง

นำมะเฟืองสดไปล้างน้ำให้สะอาด จากนั้นนำไปปั่นให้ละเอียด เมื่อเสร็จแล้วให้นำมาผสมกับดินสอพองประมาณ 3-4 เม็ด คนให้ทั่วจนเป็นเนื้อเดียวกัน แล้วให้นำมาพอกหน้าทิ้งไว้ประมาณ 20 นาที-ครึ่งชั่วโมง เมื่อครบแล้วให้ล้างออก หลังพอกหน้าจะรู้สึกได้ทันทีว่าผิวหน้ากระชับขึ้น สำหรับสูตรนี้ถือเป็นสูตรที่นิยมทำกันมาตั้งแต่สมัยโบราณเลยล่ะค่ะ จะช่วยผลัดเซลล์ผิว ช่วยลดสิว ลดรอยสิว อีกทั้งยังทำให้หน้าหมองคล้ำดูขาวกระจ่างใสอย่างเป็นธรรมชาติได้อีกด้วย

7เคล็ดลับง่าย ๆ ที่คุณก็ทำได้ด้วยตัวเอง

1. น้ำแอปเปิลไซเดอร์

สาว ๆ รู้หรือไม่ว่าน้ำแอปเปิลไซเดอร์ หรือน้ำส้มสายชูหมักจากแอปเปิล ก็สามารถนำมาใช้กำจัดติ่งเนื้อได้เช่นกัน เพียงนำสำลีชุบน้ำแอปเปิลไซเดอร์ให้ชุ่มแล้วนำมาถูวนบริเวณติ่งเนื้อ จะช่วยให้น้ำซึมลงสู่ผิวได้ดียิ่งขึ้น ทำเป็นประจำอย่างน้อยวันละ 2-3 ครั้ง ต่อเนื่องหลาย ๆ สัปดาห์ จะเห็นว่าติ่งเนื้อจะค่อย ๆ มีสีเข้มขึ้นและหลุดออกมาเอง แต่วิธีนี้อาจทำให้สาว ๆ รู้สึกแสบ ๆ คัน ๆ ผิวเล็กน้อยอันเนื่องมาจากกรดของน้ำส้มสายชูนั่นเองค่ะ แต่ถ้าหากรู้สึกระคายเคืองมากก็ให้เจือจางด้วยน้ำเปล่าเล็กน้อย

2. น้ำมันละหุ่งกับเบกกิ้งโซดา

นำน้ำมันละหุ่งผสมกับเบกกิ้งโซดาในอัตราส่วน 2 ต่อ 1 คนให้เป็นเนื้อเดียวกัน ผสมพอข้น หรืออาจเติมน้ำมันผิวส้มลงไปเล็กน้อยเพื่อให้มีกลิ่นหอมขึ้น จากนั้นชุบด้วยสำลีและนำมาทาบริเวณติ่งเนื้อ ทิ้งไว้ 1 คืน แล้วล้างออกในตอนเช้าด้วยน้ำอุ่น ทำติดต่อกันประมาณ 1-2 อาทิตย์ ติ่งเนื้อจะค่อย ๆ หลุดออกไปเองค่ะ

3. ทีทรีออยล์

ทีทรีออยล์ หรือน้ำมันทีทรี มีสรรพคุณที่ช่วยในการกำจัดเชื้อแบคทีเรีย ช่วยรักษาสิว และยังสามารถช่วยกำจัดติ่งเนื้อได้เป็นอย่างดีด้วยค่ะ เพียงนำสำลีชุบน้ำแล้วหยดน้ำมันทีทรีลงไป 2-3 หยด และเช็ดวนเบา ๆ บริเวณที่มีติ่งเนื้อ แต่ควรทาอย่างระมัดระวังบริเวณผิวหนังที่บอบบาง และผิวบริเวณรอบดวงตา ทำเป็นประจำทุกวันอย่างน้อยวันละ 2 ครั้ง ทำติดต่อกันประมาณ 1 สัปดาห์ ติ่งเนื้อจะเริ่มเปลี่ยนเป็นสีเข้มและหลุดออกมาในที่สุด

4. น้ำมะนาว

ในน้ำมะนาวอุดมไปด้วยกรดวิตามินซีที่มีสรรพคุณในการฆ่าเชื้อแบคทีเรียที่สะสมอยู่ในผิวหนัง เพียงคั้นน้ำมะนาวสดจำนวน 1 ถ้วย จากนั้นใช้สำลีจุ่มน้ำมะนาวและนำมาทาบริเวณติ่งเนื้อเป็นประจำทุกวัน อย่างน้อยวันละ 2-3 ครั้ง ติ่งเนื้อก็จะค่อย ๆ แห้งและหลุดออกไปเองค่ะ

5. น้ำสับปะรด

วิธีนี้เป็นอีกหนึ่งวิธีที่ง่ายมากเช่นกัน เพียงแค่สาว ๆ นำสับปะรดมาคั้นน้ำ แล้วใช้สำลีชุบน้ำสับปะรด จากนั้นนำมาทาบริเวณติ่งเนื้อทุกวันอย่างน้อยวันละ 2-3 ครั้งติดต่อกันประมาณ 1 อาทิตย์ ก็จะช่วยให้ติ่งเนื้อหลุดออกได้ แต่ผลลัพธ์ของวิธีนี้อาจขึ้นอยู่กับสภาพผิวของสาว ๆ แต่ละคนด้วยค่ะว่าจะมีปฏิกิริยาตอบสนองต่อน้ำสับปะรดมากน้อยแค่ไหน

6. กระเทียม

เนื้อกระเทียมมีสรรพคุณในการต้านเชื้อแบคทีเรีย และยังช่วยให้ติ่งเนื้อค่อย ๆ แห้งลงจนหลุดออก เพียงแค่นำกระเทียมมาบดให้เป็นเนื้อละเอียดแล้วนำมาแต้มลงบนติ่งเนื้อ แล้วใช้ผ้าปิดแผลหรือแผ่นพลาสเตอร์ปิดไว้ไม่ให้เนื้อกระเทียมหลุดออก หรืออีกวิธีหนึ่ง ให้ฝานกระเทียมออกเป็นแผ่นบาง ๆ แล้วนำมาแปะลงบนติ่งเนื้อ และทับอีกชั้นด้วยผ้าปิดแผล ก็ใช้ได้เช่นกันค่ะ แนะนำว่าให้ทากระเทียมในตอนเช้า แล้วแกะออกตอนเย็น ติ่งเนื้อจะค่อย ๆ แห้งและหลุดออกภายในหนึ่งสัปดาห์

7. น้ำยาทาเล็บ

สาว ๆ คนไหนที่ชอบทาเล็บก็สามารถนำยาทาเล็บมาใช้รักษาติ่งเนื้อได้เช่นกัน แต่ว่าต้องใช้เป็นน้ำยาทาเล็บแบบใส หรือน้ำยาเคลือบเล็บเท่านั้นนะคะ เพียงแต้มยาทาเล็บบริเวณติ่งเนื้อวันละ 2-3 ครั้ง ต่อเนื่องเป็นประจำประมาณ 1 สัปดาห์ ติ่งเนื้อก็จะค่อย ๆ แห้งและหลุดออกไปเองค่ะ

8 วิธีง่าย ๆ กู้ผิวแห้งเสียให้กลับมา

1. มอยส์เจอไรเซอร์ ต้องทาทุกวันห้ามขาด

เพราะมอยส์เจอไรเซอร์เป็นผลิตภัณฑ์ที่ช่วยทำให้ผิวชุ่มชื้นได้ดีที่สุด และช่วยกักเก็บน้ำในผิวให้อยู่ได้ยาวนาน ซึ่งปัจจุบันมีครีมทาผิวที่มีส่วนผสมของมอยส์เจอไรเซอร์มากมาย ดังนั้นสาว ๆ ต้องซื้อมาไว้ติดโต๊ะเครื่องแป้งอย่าให้ขาดเลยค่ะ แล้วทาทุกวันเช้า-เย็น แนะนำให้ทาหลังอาบน้ำ ขณะที่ผิวยังเปียกหมาด ๆ จะยิ่งทำให้มอยส์เจอไรเซอร์กักเก็บน้ำในผิวได้ดียิ่งขึ้นค่ะ

2. ว่านหางจระเข้ ช่วยได้ !

ปัจจุบันมีผลิตภัณฑ์ที่ทำจากว่านหางจระเข้มาให้สาว ๆ ผิวแห้งทั้งหลายได้เลือกใช้โดยเฉพาะ แถมยังช่วยบำรุงผิวได้ตั้งแต่หัวจรดเท้าเลยทีเดียว เหมาะกับคนที่ผิวแห้งกร้านมาก ๆ ให้บำรุงด้วยผลิตภัณฑ์จากว่านหางจระเข้เป็นประจำ หรือจะนำว่านหางจระเข้สด ๆ มาพอกผิวบ่อย ๆ ก็ได้ค่ะ วิธีนี้จะช่วยทำให้ผิวกลับมาชุ่มชื้นได้เร็ว แถมยังอ่อนโยนและปลอดภัยกับผิวที่บอบบางอีกด้วย
3. สูตรพอกผิวจากธรรมชาติที่ต้องลอง

ผิวที่แห้งกร้านต้องการการบำรุงเป็นพิเศษ ดังนั้นในแต่ละสัปดาห์สาว ๆ ควรบำรุงผิวด้วยการพอกผิวอย่างน้อย 1-2 ครั้ง แต่ทั้งนี้ก็ต้องเลือกบำรุงให้ถูกวิธีด้วยนะคะสาว ๆ อย่างการพอกผิวด้วยสูตรธรรมชาตินี่แหละทั้งปลอดภัยและอ่อนโยน ที่สำคัญราคาไม่แพง ถึงไม่ต้องเข้าคอร์สบำรุงผิวราคาแพง ๆ ก็กู้ผิวแห้งเสียให้กลับมาเนียนนุ่มชุ่มชื้นได้ง่าย ๆ โดยสูตรที่นิยมมากที่สุดก็คือ…

- น้ำมันมะกอก หรือน้ำมันมะพร้าว ทำมานวดบริเวณผิวที่แห้งกร้านเป็นประจำ โดยที่ไม่ต้องล้างออก ผิวของคุณจะกลับมาชุ่มชื้นได้ทันที และหากใช้เป็นประจำผิวจะค่อย ๆ แข็งแรงและแห้งกร้านน้อยลงด้วย

- น้ำผึ้ง นำมาพอกผิวทิ้งไว้ประมาณ 20 นาที แล้วล้างออก สรรพคุณของน้ำผึ้ง จะช่วยทำให้ผิวกลับมาชุ่มชื้น และทำบ่อย ๆ ผิวจะเนียนนุ่มมากขึ้นด้วยค่ะ
4. ใช้น้ำแร่ฉีดผิว

อีกหนึ่งวิธีที่ง่ายที่สุดที่ทำให้ผิวชุ่มชื้นก็คือการใช้สเปรย์น้ำแร่ฉีดผิว สำหรับวิธีนี้เปรียบเสมือนเป็นการเติมน้ำให้ผิวจากภายนอก ทำให้ผิวดูอิ่มน้ำ เหมาะกับคนที่อยากให้ผิวชุ่มชื้นและสดชื่นระหว่างวัน ซึ่งสามารถพกพาได้สะดวก และสามารถใช้ได้บ่อยเท่าที่ต้องการ ทั้งนี้ขอแนะนำให้เลือกใช้แบบที่มีละอองเล็ก ๆ จะสามารถซึมเข้าสู่ผิวและทำให้ผิวชุ่มชื้นได้ดีและนานยิ่งขึ้นค่ะ
5. อย่าอาบน้ำนาน และหลีกเลี่ยงการอาบน้ำอุ่น

เพราะการอาบน้ำนาน ผิวจะยิ่งสูญเสียความชุ่มชื้นและไขมันที่จำเป็น ซึ่งโดยทั่วไปแล้วไม่ควรจะอาบน้ำนานเกิน 15 นาที รวมถึงควรหลีกเลี่ยงการอาบน้ำอุ่นด้วย เพราะน้ำอุ่นจะยิ่งทำให้ผิวคลายความชุ่มชื้นออกมา เป็นสาเหตุให้ผิวแห้งกร้านมากขึ้น นอกจากนี้ผลิตภัณฑ์ที่ใช้อาบน้ำก็ควรจะเลือกใช้ให้เหมาะกับผิว เพราะบางตัวอาจแรงเกินไปใช้แล้วจะยิ่งทำให้ผิวแห้งตึง ดังนั้นทางที่ดีสำหรับคนที่ผิวแห้งมาก ๆ แนะนำให้ใช้ผลิตภัณฑ์อาบน้ำสูตรอ่อนโยนจะดีกว่า นอกจากจะดีต่อผิวแล้ว ยังไม่ทำลายไขมันที่จำเป็นในผิวอีกด้วย

6. รับประทานอาหารที่ช่วยบำรุงผิว

เรื่องการรับประทานอาหารสำหรับสาว ๆ ผิวแห้งก็เป็นสิ่งที่สำคัญเช่นเดียวกันค่ะ ซึ่งอาหารที่เหมาะกับคนผิวแห้งนั้นก็คืออาหารชนิดที่มีโอเมก้า 3 อย่างเช่น ปลาแซลมอน ปลาซาร์ดีน ปลาแมคเคอเรล ปลาทู ถั่วแระ ถั่ววอลนัท ถั่วเหลือง และผักโขม เป็นต้น ซึ่งอาหารเหล่านี้จะมีกรดไขมันที่จำเป็นต่อร่างกายและจะช่วยเสริมสร้างน้ำมันในผิวให้สมดุล ส่งผลให้ผิวชุ่มชื้นไม่แห้งตึงได้ค่ะ

7. อาหารเสริม อีกหนึ่งตัวช่วยสำหรับสาว ๆ ผิวแห้ง

อีกหนึ่งปัจจัยที่ทำให้ผิวแห้งขาดความชุ่มชื้นอาจเป็นเพราะร่างกายขาดวิตามิน ดังนั้นนอกจากการบำรุงผิวภายนอกแล้ว สาว ๆ ควรบำรุงผิวภายในเพื่อฟื้นฟูสภาพผิวให้สมดุลด้วยการรับประทานอาหารเสริมช่วยด้วย โดยอาหารเสริมหรือวิตามินที่จะช่วยในเรื่องของความชุ่มชื้นให้กับผิวก็ได้แก่ วิตามินเอ และวิตามินอี นั่นเองค่ะ

8. ดื่มน้ำเปล่าให้มาก ๆ

ในร่างกายของคนเรา น้ำถือเป็นส่วนประกอบที่สำคัญ ดังนั้นหากร่างกายขาดน้ำ แน่นอนว่าผิวพรรณจะแห้ง ไม่ชุ่มชื้น และไม่เปล่งปลั่งสดใส ซึ่งทางแก้ก็คือในแต่ละวันสาว ๆ ควรดื่มน้ำทดแทนให้มาก ๆ อย่างน้อยควรดื่มวันละ 7-8 แก้ว และควรเป็นน้ำอุณหภูมิธรรมดาที่ไม่เย็นจัดจนเกินไป หากปฏิบัติเป็นประจำเชื่อเถอะว่าผิวของสาว ๆ จะกลับมาชุ่มชื้นได้ในเร็ววันแน่นอน

พอกหน้าลดรอยสิว

1. พอกหน้าด้วยมันฝรั่ง

นอกจากมันฝรั่งจะนำไปปรุงอาหารได้หลายชนิดแล้ว มันฝรั่งยังสามารถนำมาใช้บำรุงผิวพรรณให้สวยเนียนสดใส ไร้จุดด่างดำได้เป็นอย่างดี เพราะในมันฝรั่งนั้นมีแร่ธาตุสำคัญและสารอาหารที่จำเป็นต่อผิวมากมาย ได้แก่ วิตามินซี สารต้านอนุมูลอิสระที่มีอยู่ในแป้งมันฝรั่ง ที่ช่วยลดความหมองคล้ำและริ้วรอย ช่วยปรับสภาพผิวให้ดูกระจ่างใสขึ้นได้ เพียงนำมันฝรั่งไปปั่นให้ละเอียด แล้วนำเนื้อมันฝรั่ง หรือน้ำมันฝรั่งมาพอกหน้าทิ้งไว้ประมาณ 20 นาที เมื่อแห้งให้นำแผ่นมันฝรั่งสดที่ฝานไว้ มาถูวนเบา ๆ เป็นการขัดหน้าอีกครั้งประมาณ 10 นาที นอกจากมันฝรั่งจะช่วยลดรอยดำจากสิวได้แล้ว ยังใช้ขัดลดริมฝีปากคล้ำ และใต้วงแขนคล้ำได้อีกด้วยนะคะ

2. พอกหน้าด้วยว่านหางจระเข้

ว่านหางจระเข้มีสรรพคุณในด้านความสวยความงามเป็นอย่างมาก ทั้งช่วยสมานแผลพุพอง ช่วยลดการอักเสบของผิวหนัง และยังช่วยปรับสภาพผิวหน้าที่มีปัญหาสิว จุดด่างดำ และริ้วรอยต่าง ๆ ให้ดูเรียบเนียนสดใสและเปล่งปลั่งยิ่งขึ้น เพียงนำใบว่านหางจระเข้ที่ตัดไปแช่น้ำสะอาดแล้วทิ้งไว้ 10-15 นาที เพื่อให้ยางสีเหลืองออกให้หมด และปอกเปลือกให้เหลือแต่วุ้น ล้างน้ำสะอาดอีกครั้งแล้วผึ่งไว้สักครู่หรือนำไปแช่ตู้เย็น จากนั้นนำเนื้อว่านหางจระเข้มาถูนวดวนเบา ๆ และนำมาพอกหน้าทิ้งไว้ประมาณ 15-20 นาที แล้วล้างออกด้วยน้ำอุ่น ทำเป็นประจำสัปดาห์ละ 1-2 ครั้ง วิตามินและแร่ธาตุที่มีในว่านหางจระเข้ จะช่วยรักษาสิวและช่วยลดเลือนจุดด่างดำจากสิวได้เป็นอย่างดี

3. พอกหน้าด้วยข้าวโอ๊ตบด

ข้าวโอ๊ตบด สามารถนำมาใช้สครับขัดเซลล์ผิวที่ตายแล้วให้หลุดออกไป นอกจากจะช่วยทำความสะอาดผิวได้อย่างล้ำลึกแล้ว ยังมีส่วนช่วยให้จุดด่างดำต่าง ๆ ลดเลือนลงได้ด้วย เพียงนำข้าวโอ๊ตประมาณ 1/2 ถ้วย ผสมน้ำมะนาว 3-4 ช้อนโต๊ะ ผสมให้เข้ากันเป็นเนื้อเดียว แล้วนำมาขัดนวดวนเบา ๆ และพอกหน้าทิ้งไว้ 20 นาที จากนั้นล้างออกด้วยน้ำอุ่น สูตรนี้จะช่วยให้ผิวดูเปล่งปลั่งยิ่งขึ้น ที่สำคัญจะช่วยลดเลือนรอยสิวให้จางลงได้เป็นอย่างดีค่ะ

4. พอกหน้าด้วยมะละกอ

สาว ๆ รู้หรือไม่ว่านอกจากประโยชน์ที่ได้จากการทานมะละกอแล้ว เนื้อของมะละกอสุกยังสามารถทำเป็นมาสก์พอกหน้าได้อย่างดี เพราะอุดมไปด้วยวิตามินซีและอีสูง ซึ่งมีคุณสมบัติที่ช่วยลดรอยด่างดำ ลดความมันบนใบหน้า และทำให้ผิวเนียนนุ่มชุ่มชื้นอีกด้วย โดยใช้มะละกอสุกมาบดให้ละเอียด แล้วนำมาพอกหน้า เว้นบริเวณรอบดวงตา พอกทิ้งไว้ประมาณ 15-20 นาที แล้วล้างออกด้วยน้ำสะอาด ทำ 3-4 ครั้งต่อสัปดาห์ วิตามินและเอนไซม์ในมะละกอจะช่วยบำรุงผิวหน้า และช่วยลดเลือนจุดด่างดำจากสิวได้ดี

5. พอกหน้าด้วยผงขมิ้น

สูตรพอกหน้ายอดฮิตสำหรับสาว ๆ ที่นิยมนำมาใช้ลดรอยสิวได้เป็นอย่างดีเลยค่ะ เพียงแค่ผสมผงขมิ้น 1 ถ้วย กับน้ำนมและน้ำมะนาว ผสมให้เข้ากันเป็นเนื้อเดียว แล้วนำมาพอกหน้าทิ้งไว้ประมาณ 10 นาที จากนั้นล้างออกให้สะอาดด้วยน้ำอุ่น ทำเป็นประจำอย่างน้อยอาทิตย์ละครั้ง นอกจากจะช่วยลดเลือนจุดด่างดำจากสิวแล้ว ยังช่วยป้องกันการเกิดสิว ช่วยรักษาสิวอักเสบ ปรับสภาพผิวให้เนียนนุ่ม รูขุมขนกระชับขึ้น